บริษัทขายบุญจำกัด

๓. บริษัทขายบุญจำกัด
(ศาสนา ความเชื่อศรัทธา และสิ่งสูงสุด)

ชาวบ้านทั่วไปเรียกผมว่า "มหา" มาตั้งแต่อยู่ในวัด
หรือเพราะเห็นเป็นนักปฏิบัติผู้เคร่งครัดศาสนาอีกคนหนึ่ง
ซึ่งอันที่จริงผมก็คงไม่ถึง ขนาดนั้นหรอก หรืออย่างน้อยๆ
ครั้งหนึ่งในชีวิตผมก็เคยมัวเมาในกามคุณไปบ้างเช่นกัน
หรืออีกอย่างหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าคนทุกวันนี้ห่างวัดเต็มที
พอเห็นผมสนิทสนมกับวัดก็เพราะอยู่มาตั้งแต่เล็กจนโต
ทั้งยังมีประวัติเคยสอบได้ "ป.ธ.๙" ก็เลยเรียกผมอย่างนั้น
ทั้งที่ความจริง "มหา" หรือ "พระมหา" เป็น "สมณศักดิ์"
ซึ่งบัดนี้ผมสึกมาแล้ว ทางการย่อมไม่มีสิทธิ์จะใช้ชื่อนั้นอีก
ที่เรียกกันอย่างนั้นก็จึงเป็นแค่ "ภาษาชาวบ้าน" เท่านั้น

แต่การเป็นมหาก็นับได้ว่าเป็นเครดิตหรือความชอบธรรม
สำหรับให้ผมพูดเรื่องวัดเรื่องศาสนาได้อย่างน่าเชื่อถือ
เพราะเป็นคนรู้เรื่องธรรมะจริง และรักวัดรักศาสนาจริง
แม้จะตำหนิบ้าง ก็จะไม่ใช่พูดโจมตีแน่นอน ตัวอย่างเช่น
ผมได้เพียรบอกกับผู้คนในสังคมเสมอมาว่า การศึกษาสงฆ์
ที่หลงเรียกกันอยู่ทุกวันนี้ ที่แท้แล้วเป็นหลักสูตรการศึกษา
อย่างเป็นระบบครั้งแรกของไทย ซึ่งสมัยก่อนเรียนรวมกัน
ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส ได้แก่พระหนุ่มเณรน้อย
และบรรดาเด็กวัดนั่นเอง เด็กวัดก็คือเด็กผู้ชายที่เข้าไป
เรียนหนังสือร่วมกับพระเณร ส่วนเด็กผู้หญิงสมัยนั้น
ยังไม่นิยมให้เรียนหนังสือ เพราะถือกันว่าเป็นกิจของผู้ชาย
แค่เรียนการปรุงอาหาร เย็บปักถักร้อยและทอผ้าเป็นต้น
อยู่กับบ้าน ซึ่งก็สำคัญมากๆ ก็เพียงพอแล้ว

วกกลับเข้าไปในวัด ต่อมาพระอาจารย์คงรำคาญเด็กวัด
ที่พอเริ่มเป็นหนุ่มก็มักจะไปเกาะแกะอยู่แต่กับพวกสาวๆ
ทำให้เสียการเรียน ก็เลยเกิดไอเดีย "จับบวชเสียให้หมด"
นั่นคือที่มาของการบวชตามประเพณี ซึ่งแรกๆ ก็คงไม่ง่าย
เห็นได้จากนิทานทดแทนพระคุณพ่อแม่อย่างมากมาย
ที่ผู้ใหญ่แต่ง (จากความจริง) ขี้นมาหว่านล้อมลูกหลาน
ให้ยอมบวชตามความต้องการของพระอาจารย์นั่นแหละ
และเพราะผู้บวชส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดขาดจากทางโลกจริงๆ
หรือเพราะผู้ชายไทยทั้งหมดเลยก็ว่าได้ต้องบวชกันทั้งนั้น
ถ้าไม่สึกเสียบ้าง ก็จะล้นวัด และขาดคนครองเรือนไปเสีย
ทำให้ "การบวชแล้วสึก" จึงเป็นของคู่กัน ในสังคมไทย
จนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ถือว่าเป็นความเสียหายอะไร
ต่างจากในหลายสังคมที่รังเกียจเดียดฉันท์คนบวชแล้วสึก
ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในครั้งพุทธกาลก็จะปรากฏว่า
คนบวชแล้วสึกก็มี ส่วนจะถูกสังคม รังเกียจหรือไม่ ?
ไม่ชัด แต่ก็มีปรากฏว่า "พระอรหันต์รูปนึ่งบวชแล้วสึกถึง ๗ หน"
ในการบวชหนที่ ๗ ท่านได้บรรลุพระอรหันต์ ก็เลยไม่สึกอีก

สำหรับผมและคนไทยพันธุ์แท้ย่อมจะเห็นเป็นปกติอยู่ว่า
บวชอยู่ได้ประเสริฐที่สุด แต่ก็ต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
ให้พอเหมาะพอสมด้วย ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ ไม่ปฏิบัติอะไรเลย
ซึ่งโบราณถือกันว่า "บาปหนา" มีโทษหนักยิ่งกว่าสึกไปเสีย
อันนี้คือเรื่องบวชแล้วสึก สรุปว่า เป็นธรรมดาของสังคมไทย

ทีนี้ยังมีประเด็นที่อยากจะเสริมไว้ คือเรื่องการบวชเรียน
ในสังคมไทยนั้น "เรียนกันถึงขั้นไหนบ้าง ?" นี่น่าสนใจ
นักประวัติศาสตร์ควรจะมาถกกัน เรื่องนี้ให้ชัดเจนเสียที
ในทัศนะของผม "มีครบเลย" ตั้งแต่อนุบาลยันอุดมศึกษา
อนุบาลก็สวดมนต์ไหว้พระ ถือปิ่นโต และประเคนภัตตาหาร
ประถมก็ฝึกเรียนเขียนอ่านภาษา และบวกลบคูณหารเลข
มัธยมก็คือเรียนนักธรรม หรือพระไตรปิฎกภาคภาษาไทย
อุดมศึกษาก็คือเรียนบาลี หรือพระไตรปิฎกภาคภาษาบาลี
และชั้นอุดมศึกษานี่แหละ ที่สำเร็จแล้วเรียกกันว่า "เปรียญ"
ถือว่ายิ่งใหญ่มาก เปรียบได้กับพบช้างเผือก เป็นมงคล
ของประเทศ เป็นเหตุให้ต้องเฉลิมฉลองกันใหญ่โตทีเดียว
ถึงกับพระเจ้าแผ่นดินทรงลงมาเป็นธุระจัดการเองทุกอย่าง
ตั้งแต่อุปถัมภ์การสอน จัดให้มีการสอบ และถวายสมณศักดิ์
"เปรียญ" เป็นชื่อวุฒิการศึกษา "มหา" เป็นชื่อสมณศักดิ์
เปรียญใช้ได้ทั้งกับพระสงฆ์และฆราวาส มหาใช้ได้เฉพาะ
กับพระสงฆ์ อย่างผมนี้ถือว่ายังเป็นเปรียญ แต่หมดสิทธิ์
เป็นมหา เพราะว่าสึกแล้ว ที่เรียกๆ กันอยู่คือ "ปากชาวบ้าน"
มีอยู่ ๓ ชั้น (ต่อมาขยายย่อยออกเป็น ๙ ชั้น) คือ เปรียญตรี
เปรียญโท และเปรียญเอก พึงสังเกตคำว่า "เปรียญ" ให้ดีๆ
คำนี้เป็นภาษาสันสกฤต ตรงกับคำบาลีว่า "ปริญญา" นั่นเอง
ดังนั้น ใครที่เข้าใจว่า ในประเทศไทยเพิ่งมามีวุฒิปริญญา
หลังจากมี "จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย" ก็จงเข้าใจเสียใหม่
ผมก็จึงเถียงเสมอมาว่า "จุฬาลงกรณ์ไม่ใช่มหาวิทยาลัย
แห่งแรกของไทย” เป็นแค่มหาวิทยาลัยตามแบบตะวันตก
แห่งแรกเท่านั้น และวัดพระเชตพนฯ หรือวัดโพธิ์ก็เหมือนกัน
ก็ยังไม่ใช่มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกแน่ๆ

ผมเห็นว่า ที่แท้วัดมหาธาตุ สุโขทัย ต่างหาก ที่เป็นมหาวิทยาลัย
แห่งแรกของชาติไทย และควรจะสถาปนาขึ้นมาใหม่ แล้วบันทึกไว้
ให้เป็นประวัติศาสตร์ของชาติว่า "ก่อตั้งมานานกว่า ๗๐๐ ปีแล้ว"
อย่างนี้เท่านั้น "ศักดิ์ศรีของความเป็นไทย" จึงจะฟื้นคืนมา
และใครๆ ที่เข้าใจกันว่า "ป.ธ.๙ หรือเปรียญเอกอุตตม์"
เทียบเท่า "ปริญญาตรี" ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.๒๕๒๗
ก็จงเข้าใจเสียใหม่ ไอ้พวกคนร่างและพิจารณา พระราชบัญญัติฉบับนี้
มันอ่อนด้อยในความเป็นไทยเต็มที ควรรีบรื้อมาแก้ไขเสีย
ผมก็จะได้เป็น "ดอกเตอร์" กับเขาบ้าง (ทั้งๆ ที่ก็เป็นอยู่แล้ว)

สรุปว่า ผมมีเครดิตหรือความชอบธรรมที่จะวิพากษ์เรื่องนี้
แต่พูดเพลินไปก็เหมือนไฟลามทุ่ง หันมาเข้าประเด็นเสียที
ศาสนาที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา
ระหว่างคนกับสิ่งสูงสุดที่ตนเคารพยำเกรง เช่นพระผู้เป็นเจ้า
แทบจะกล่าวได้ว่ามีวิวัฒนาการมาพร้อมๆ กับมนุษยชาติ
เลยก็ว่าได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่ในยุคไอทีไฮเทคโนโลยี นี้มองไปว่า
เป็นความงมงาย เพราะพิสูจน์ไม่ได้ตามหลักทางวิทยาศาสตร์
ยกเว้นศาสนาพุทธที่ค่อนข้างโชคดี ตรงที่นักวิทยาศาสตร์เอก
ที่โลกยุคนี้ยกย่องมากที่สุดคือ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" ซึ่งแม้ตน
จะเป็นคนเชื้อสายยิวก็ยังกล่าว ยกย่องศาสนาพุทธไว้ทำนองว่า
เป็นศาสนาเดียวของโลกที่เข้าได้กับหลักการทางวิทยาศาสตร์
ทั้งนี้หมายถึงแก่นของศาสนาพุทธ ซึ่งไม่ใช่เปลือกกระพี้
ที่นับวันก็ไม่ต่างอะไรกับศาสนาอื่น คือไหลไปทางไสยศาสตร์
บวงสรวงกราบไหว้วิงวอน อันขัดกับหลักการแห่งศาสนาพุทธ
ที่เน้นการใช้ปัญญาและพึ่งพาตนเอง ตลอดไปจนถึงการฝึกฝน
ตนเองให้ยิ่งขึ้นไปจนเป็นที่อาศัยของผู้อื่นและสังคมได้ด้วย

อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะเป็นศาสนาแบบไสยศาสตร์ หรือศาสนา
ที่เน้นการใช้สติปัญญา ก็ยังนับได้ว่า จำเป็นต่อโลกด้วยกัน
ทั้งสองอย่าง เพราะไม่มีใครสามารถทำให้มนุษยชาติ มีสติปัญญา
ได้เท่าเทียมกันหมด การมีศาสนาแบบไสยศาสตร์เอาไว้
ประคองจิตใจของคนหมู่ใหญ่ก็จึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย
เพียงแต่ผู้นำศาสนาจะต้องไม่เห็นแก่ตัวมากกว่าความเมตตา
คือไม่ฉวยโอกาสในช่องว่างทางสติปัญญาตักตวงผลประโยชน์
ซึ่งใกล้ไปทางการต้มตุ๋นหลอกลวง แบบพวกมิจฉาชีพนั่นเอง
อันเป็นการซ้ำเติมศาสนิกมากกว่าการ สงเคราะห์โดยธรรม
เช่น เห็นเขาเป็นทุกข์ใจมาหาก็ลวงให้เขาเสียทรัพย์เพิ่ม
ในรูปของการสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา เป็นต้น โดยผู้ได้รับ
ผลประโยชน์ก็คือตัวเอง วัดตัวเอง หรือพวกพ้องของตนนั่นเอง

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ง่ายในศาสนาพุทธที่ผิดเพี้ยนไป เช่น
เรื่องการทำบุญหรือบุญศึกษาทรงสอนไว้ครบ ๓ อย่าง ได้แก่

๑. ทาน การรู้จักให้ สำหรับละมลทินใจคือความตระหนี่
ของผู้ให้เอง สำหรับผูกไมตรีคือความมีเมตตาจากผู้รับ
และสำหรับก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีขึ้นในสังคม

๒. ศีล การสำรวมกายวาจาให้เรียบร้อยดีงามหรือความมีวินัย
สำหรับฝึกฝนตนเองให้รู้จักการจัดวางสร้างโอกาสให้กับชีวิต
สำหรับเคารพสิทธิ์ผู้อื่น ให้เขารู้สึกปลอดภัย ไม่ต้องหวาดระแวง
และสำหรับอำนวยความยุติธรรมให้สังคมได้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข

๓. ภาวนา การเจริญจิต และการเจริญปัญญา สำหรับตนเอง
ได้บรรลุความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ พ้นทุกข์ พบสุขแท้
สำหรับเป็นกัลยาณมิตรให้แก่ผู้อื่น และสำหรับผูกสัมพันธ์กัน
ในสังคมแบบโปร่งใส ไม่มีใครเห็นแก่ตัว เป็นสังคมอุดมธรรม

โดยข้อ ๓ สำคัญที่สุด (บาลีนิยมเรียงข้อสำคัญ หรือยากไว้ท้าย)
แต่ก็จะต้องทำพร้อมกันไปทั้ง ๓ อย่าง เหมือนไม้ค้ำยัน ๓ อัน
เอาออกอันหนึ่งก็จะล้มทั้งหมด แต่นับวันก็ปรากฏให้เห็นว่า
แทบทุกวัดมุ่งแต่เรื่องทาน การร่วมสร้างศาสนสถานที่ใหญ่โต
เกินความจำเป็น โดยไม่รู้ชัดในประวัติศาสตร์ว่า ยิ่งวัตถุเจริญ
เพียงใด ก็จะยิ่งใกล้ความเสื่อม เพราะผู้คนจะไม่สนใจธรรมะ

แม้จะมีบางวัดนำปฏิบัติศีลภาวนาบ้าง แต่ก็มักเป็นแค่พิธีกรรม
ไม่มีสาระที่จะทำให้ศาสนิกได้รับผลจริงจากศีลและภาวนาเลย
จนไปๆ มาๆ วัดแทบทั้งหมดจึงไม่ต่างจาก "บริษัทค้าขายบุญ"
อันเป็นการค้ากำไรเกินควร ชนิดที่ธุรกิจอย่างอื่นไม่มีทางทำได้
เพราะเจ้าของบริษัทคือพระสงฆ์แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
แค่บอกว่า "ได้บุญ" หรือมีวัตถุมงคลราคาแสนจะถูกแถมบ้าง
ผู้ซื้อหรือศาสนิกก็เต็มใจจ่ายด้วยทรัพย์นับจำนวนมหาศาล
เพียงเพราะต้องการได้บุญ หรือแม้แต่ต้องการแค่ได้หน้าก็ยังมี
ก็เลยหาผู้ละความโลภสละความตระหนี่อันเป็นจุดมุ่งหมาย
แห่งการให้ทานที่แท้จริงแทบไม่ได้ เพราะผู้รับหรือพระสงฆ์
ก็รับด้วยความโลภ ผู้ให้หรือศาสนิกก็ให้ด้วยจิตที่ไม่ใสสะอาด
แบบต่างคนต่างก็สะสมความเห็นแก่ตัวจัดหนักขึ้นไปเรื่อยๆ
สุดท้ายก็ไม่ใครเคารพยำเกรงต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ตัวอย่างการไม่เคารพยำเกรงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เช่น การสร้างรูปเหมือนขึ้นมาตีเสมอพระพุทธเจ้ากันเกร่อ
โดยไม่มีใครเข้าใจว่า แต่เดิมนั้นศาสนาพุทธรังเกียจรูปเหมือน
เสียด้วยซ้ำไป มายอมให้สร้างพระพุทธรูปได้ก็นานหลายร้อยปี
แต่เรื่องนี้ก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เพราะห้ามกันไม่ฟังอีกแล้ว
ก็หวังเพียงแค่ว่าผู้คนจะรู้จักตั้งรู้จักวางรูปที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นไว้
ให้ถูกที่ถูกทาง อย่าเอารูปปุถุชนไปวางไว้บนที่เสมอหรือสูงกว่า
พระพุทธรูปหรือรูปของพระอรหันต์ก็แล้วกัน มิฉะนั้นจะบาปหนัก

นอกจากรูปเหมือนก็ยังมีเรื่องการสร้างเจดีย์ไว้บรรจุอัฐิธาตุ
ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีเมื่อค้นพบเจดีย์หรือสถูป ก็จะเดาได้ไว้ก่อนว่า
ถ้าไม่ใช่ที่บรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์แล้ว
ก็คงจะเป็นที่เก็บพระสรีรังคารของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด
พระองค์หนึ่ง แต่ต่อไปภายหน้าคงไม่สามารถจะรู้ได้
เพราะชาวบ้านธรรมดาก็เกิด "อัตตา" อยากมีเจดีย์ของตนบ้าง
ก็เลยเปรอะกันไปหมด ซึ่งเรื่องนี้ก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้อีกเหมือนกัน
ก็หวังแต่เพียงว่า ใครหลงเอาเจดีย์ของตระกูลตนไปตั้งไว้
ในบริเวณพุทธาวาสหรือโบสถ์ ซึ่งนับว่าไม่บังควรอย่างยิ่ง
หรือเอามาโชว์ ไว้หน้าวัด ซึ่งก็ไม่สมควรเหมือนกัน จะรีบแก้ไข
ย้ายไปไว้ท้ายวัด หรือที่ซึ่งจัดไว้เป็นสัดส่วนกันเสีย เพื่อจะได้
ไม่เป็นบาปเป็นกรรมต่อเนื่องยาวนานไปถึงลูกถึงหลาน
มิฉะนั้นแล้วก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ลบหลู่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แบบไม่เกรงกลัวบาป ซึ่งก็คงจะไม่ใช่เจตนาของผู้สร้างอยู่แล้ว

ศาสนาไม่ว่าจะระดับใดก็ตามยังจะต้องคงความสำคัญสูงสุด
ต่อมนุษยชาติตลอดไป แต่จะทำอย่างไรให้คุณค่าที่แท้จริงของศาสนา
ยังคงดำรงอยู่ เป็นเรื่องที่ท้าทายสติปัญญาสามารถความเฉลียวฉลาด
และความจริงใจของผู้นำศาสนาทั้งมวล ตลอดไปจนถึงความตระหนักรู้
ของศาสนิกชนทุกคนทุกภาคส่วน ด้วยความเคารพนับถือผู้มีศรัทธา
ที่แตกต่างกันได้อย่างจริงใจ เพราะมิฉะนั้นแล้ว ศาสนาซึ่งมีคุณค่าสูงสุด
ของมนุษยชาติ ก็อาจจะกลายเป็นดาบอีกคมหนึ่งที่ประหัตประหาร
มนุษยชาติให้พินาศย่อยยับไป เพราะขาดความเข้าใจและเกิดความขัดแย้ง
ของผู้นับถือศาสนาที่ต่างกัน แม้บูชาพระเจ้าองค์เดียวกันก็ตาม

Loading...

ปัจจุบันทันข่าวเรื่องราวรอบตัว

จากหลากหลายแหล่งข่าว เอามาแจกกันอ่าน โปรดใช้วิจารณญาณ
วิเคราะห์ข่าวสารด้วยสติปัญญาของแต่ละคนเอง โดยอิสระเสรีเถิด

คลิกด้วยช่วยค่าเดินทาง