การศึกษาระบบคอก

๒. การศึกษาระบบคอก
(การศึกษา กระบวนการเรียนรู้และฝึกฝน)

การจะวิพากษ์เรื่องนี้ ผมขอแค่ชี้ชวนคุณให้ดูภาพโรงเรียน
สองภาพ ต่อไปนี้ แล้วเปรียบเทียบกันดูว่า ภาพไหนดูดีกว่ากัน ?

ภาพหนึ่งชื่อ "โรงเรียนอุตสาหกรรมบำรุงวิทย์" ซึ่งหาดูง่าย
เพราะได้แก่ทุกโรงเรียนของประเทศไทยที่ไปเอาอย่างมาจาก
ประเทศตะวันตก แต่ก็ไม่เคยไล่ตามเขาทันสักทีนั่นเอง
เป็นโรงเรียนที่มีรั้วรอบขอบชิด มีประตูเหล็กปิด เปิดเป็นเวลา
อาคารแต่ละหลังใหญ่โตโอ่อ่า สิ้นเปลืองงบก่อสร้างมหาศาล
ห้องเรียนแต่ละห้องเต็มไปด้วยสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย
โดยทุกอย่างนั้นมีวัตถุประสงค์แบบเดียวกันคือ "ยัดมันเข้าไป"
หมายถึง ยัดด้าต้า (data) ที่นักการศึกษาระดับโลกบอกต่อๆ
กันมาว่ามันคือตัวปัญญา หลากหลายสาขา ล้วนแต่มีความจำเป็น
ทั้งนั้น ยัดๆ มันเข้าไป เต็มสมองแล้ว มันจะช่วยเด็กให้มีพัฒนาการ
โดยไม่ทันคิดว่า สมองเด็กจะเออร์เรอร์แบบ คอมพิวเตอร์แฮ้ง
เด็กๆ ก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะจำนนต่อคำว่า "จำเป็นทั้งนั้น"

ในแต่ละวันมีเด็กๆ นับเฉพาะโรงเรียนนี้ก็หลายร้อย หลายพัน
ถ้ารวมกันทั้งโลกก็หลายพันล้านคนกำลังถูกผู้ใหญ่ที่มีใจหวังดี
ไล่ต้อนเข้ามา ตั้งแต่เช้าตรู่แล้วห้ามออกไปไหนจนกว่าจะถึงค่ำ
เด็กแต่ละคนต่างเคร่งเครียดและวิตกกังวลว่า "สมองจะกลวง"
คือกลัวว่า จะพลาดดาต้า คว้าเติมใส่สมองของตนไม่ทันเพื่อน
ซึ่งมีมากถึง ๘ กลุ่มสาระ "จำเป็นทั้งนั้น" ยัดกันจนสมองบวม
ฝ่ายครูอาจารย์ก็งุ่นง่านอยู่แต่กับงานเปเปอร์ ที่ผู้บริหารสั่งลงมา
หรือที่ตนเองจะต้องเสนอแข่งขันกันเพื่อขอเพิ่มขั้นเงินเดือน
ซึ่งงานเปเปอร์เหล่านั้นต่างก็รู้ๆ กันอยู่ว่า "เท็จมากกว่าจริง"
ในโรงเรียนเต็มจนล้นไปด้วย "แม่พิมพ์ที่เป็นคนเห็นแก่ตัว"
คำที่ครูสอนกับสิ่งที่เด็กเห็นเป็นคนละเรื่องกัน น่าขบขันยิ่งนัก

นี่ภาพหนึ่ง ซึ่งผมจะไม่วิจารณ์มากไปกว่านี้ ดูกันเอาเองเถิด
จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เด็กที่จบออกมาจะมีคุณภาพสักแค่ไหน ?
ปัญญาที่คิดว่าเด็กจะได้ จะได้จริงหรือไม่ ? ก็ใคร่ครวญดูเถิด
สำหรับผม "โรงเรียนนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากคอกที่ขุมขังเด็กๆ"
ไม่ใช่โรงเรียนสำหรับสร้างคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้เลย
อย่างดีก็แค่ "โรงผลิตมนุษย์หุ่นยนต์ แบบเครื่องจักรเครื่องกล"
เพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรมที่มหาเศรษฐีไม่กี่คนเป็นเจ้าของ
ผมจึงไม่มีความหวังใดๆ จากโรงเรียนประเภทนี้มานานแล้ว
ก็ได้แต่เฝ้ารอว่า เมื่อไหร่หนาจะเลิกกันเสียทีกับการเคี่ยวเข็ญ
เกณฑ์เอาเด็กมาเข้าคอก แล้วกรอกด้าต้ากัน แบบหลับหูหลับตา
โดยเข้าใจว่า วิธีนี้จะทำให้เด็กเป็นคนดี และมีชีวิตที่สมบูรณ์ได้
มันน่าเศร้าเกินไป พากันเอาอะไรคิด ผู้รู้หายไปอยู่ไหนหมด
คนนะครับ สิ่งมีชีวิตนะครับ ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่จะยัดอะไร
ลงไปยังไงก็ได้

กับอีกภาพหนึ่งชื่อ "โรงเรียนบ้านดงหมาหอน" ซึ่งหาดูได้ยาก
เพราะยังหลงเหลืออยู่แต่ในชนบทห่างไกลและใกล้จะสูญพันธุ์
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีรั้ว หรือมีป่าดงตามชื่อนั่นแหละเป็นรั้วล้อม
อาคารเรียนก็มีอยู่แค่สองสามหลัง ซึ่งแต่ละหลังมุงบังด้วยใบไม้
ทั้งเสาหลังคาฝาผนังก็ล้วนได้จากดง ส่วนช่างก็ชาวบ้านช่วยกัน
ไม่ได้ใช้งบประมาณจากรัฐบาลสักบาทเดียว ห้องเรียนแต่ละห้องก็โล่งๆ
ไม่มีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย นอกจากของครูใหญ่ที่มีเครื่อง
คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอยู่เครื่องเดียว สำหรับแบ่งกันใช้ทั้งครูทั้งนักเรียน
เมื่อต้องการจะค้นหาความรู้ทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีนับร้อยนับพัน
กลุ่มสาระให้เลือก เรียนรู้เองได้ "ถูกใจทั้งนั้น"

ส่วนหลักสูตรหรือวิชาที่บังคับเรียนก็มีอยู่เพียง ๔ วิชาก็พอแล้ว คือ
วิชาศาสนา ซึ่งก็ไม่ได้เข้มงวด แค่ครูพาสวดมนต์ ไหว้พระทุกเช้าเย็น
วิชาภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ อันนี้ค่อนข้างจริงจังหน่อย
วิชาคณิตศาสตร์ หรือที่เด็กเรียกว่าวิชาเลข อันนี้ก็กวดขันกันบ้าง
และวิชาภาษาต่างประเทศ หรือภาษาอังกฤษ อันนี้ไม่สู้จะซีเรียส
เพราะมีแค่ ๔ วิชา ครูใหญ่ก็จึงจัดตารางสอนให้เรียนแค่ตอนเช้า
วิชาศาสนาเรียนรวมกันทุกวัน ที่หน้าเสาธง หลังจากเคารพธงชาติ
จากนั้นเข้าห้องเรียนแค่วันละ ๑ ชั่วโมง คือ ๓ โมงถึง ๔ โมงเช้า
จันทร์อังคารเรียนวิชาภาษาไทย พุธพฤหัสฯเรียนวิชาคณิตศาสตร์
และวันศุกร์เรียนวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งได้ผลดีทุกวิชาที่สอน
อย่างน้อยๆ ก็อ่านออกเขียนได้ และบวกลบคูณหารเป็นกันทุกคน
ส่วนเวลาที่เหลืออีกวันละ ๖ ชั่วโมง คือ ๔ โมงเช้าถึง ๔ โมงเย็น
ครูประจำชั้นก็จะพาเด็กๆ ไปช่วยพ่อแม่ปู่ตาย่ายายทำนาทำไร่
เล็กมากก็แค่หัดเลี้ยงปลา โตขึ้นมาก็หัดหว่านหัดไถ โดยมีพ่อแม่
ปู่ตาย่ายายนั่นแหละช่วยกันสอน ซึ่งแต่ละคนก็มีใบหน้าเบิกบาน
เด็กเองก็สนุกสนาน เพราะไม่ต้องอยู่ในคอก และภูมิใจในตนเอง
บางวันก็เข้าป่าศึกษาสมุนไพร
บางวันก็ลงห้วย หัดว่ายน้ำทำประมง
บางวันก็ไปโรงจักสานของพ่อ
บางวันก็ไปโรงทอผ้าของแม่ ฯลฯ
วันโกนวันพระก็ไปวัดฟังเทศน์กัน
วันสำคัญของชุมชนและของชาติ ส่วนใหญ่ก็มาจัดงานกันที่โรงเรียน
ครูและเด็กๆ ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ พระสงฆ์มาเป็นประธาน
พ่อแม่ผู้ปกครองมาเป็นแขกผู้ทรงเกียรติไม่มีเรื่องเครียด
มีแต่เรื่องสนุก ต่างก็มีความสุขกันอย่างถ้วนหน้า
รวมความว่าโลกทั้งใบและที่เป็นของแท้ๆ นั่นแหละคือห้องเรียน

ครูเองก็มีเวลามานั่งเป่าขลุ่ยดีดกีต้า เวลาที่เด็กๆ กำลังเรียนรู้
โดยมีพ่อแม่และธรรมชาติรอบกายช่วยกันสอนเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
ทั้งทุกภาคส่วนต่างก็พร่ำสอนเด็กๆ ด้วยคำสัตย์ ที่ตรงกันเสมอว่า
"การศึกษาแปลว่าการฝึกฝน เกิดเป็นคนต้องฝึกกาย วาจา ใจ
เพื่อให้เลี้ยงตัวรอดและเข้ากับสังคมได้ดี ซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าเอง
ตอนนี้เจ้ายังเด็ก อะไรเกิน กำลัง อะไรยังไม่รู้ ก็พึ่งพ่อแม่และครูได้
แต่พอเป็นหนุ่มสาว เจ้าต้องพึ่งตัวเอง ทั้งอีกไม่ช้าพ่อแม่ก็จะแก่ชรา
กลับมาเป็นฝ่ายขอพึ่งพาเจ้าบ้าง นี่เป็นกฎธรรมดาของสังคมโลก"
และที่สำคัญไม่เห็นครูอาจารย์คนไหนจะสนใจเรื่องขั้นเงินเดือนเลย
รอบกายเด็กๆ พบแต่ "แม่พิมพ์ที่เป็นคนเสียสละ สมถะ พอเพียง"
คำที่ครูสอนและสิ่งที่เด็กเห็นเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นอัศจรรย์อนุสาสนี
กล่อมเกลาให้เด็กเป็นคนดี มีความรู้รอบตัว และสามารถเลี้ยงตน
ไม่รู้จักคำว่าตกงาน เพราะทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเขาล้วนเป็นงานที่ทำได้
รวมถึงงานในโรงงานอุตสาหกรรมก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเช่นกัน
และที่สำคัญที่สุดส่วนใหญ่สามารถเอาชนะทุกข์และสร้างสุขได้เอง
ด้วยการรู้เท่าทันจิต ตามความคิดตัวเองทัน หยุดความคิดตัวเองได้
ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตใจใฝ่สร้างสรรค์ และจรรโลงโลก
เห็นไหมครับ? แค่ไม่งมงายด้าต้า การศึกษาที่แท้จริงก็เกิดขึ้นได้
นี่คืออีกภาพหนึ่ง ซึ่งผมนิยมชมชอบ และเชื่อว่า "สามารถทำได้"
คือสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกประเทศ แม้แต่ในมหานคร
ที่ระบบเศรษฐกิจและสังคมซับซ้อน จนไม่เหลือความเรียบง่ายแล้ว
โดยผมเชื่อว่า "นี่คือทางออกหรือทางรอดเพียงทางเดียวของโลก"

ผมเห็นโดยความบริสุทธิ์ใจว่า โรงเรียนอุตสาหกรรมบำรุงวิทย์
หลงผิด เพราะงมงายดาต้า ประกอบกับมีวาระซ่อนเร้นเห็นแก่ตัว
ของมหาเศรษฐีไม่กี่คนบนโลกนี้ ที่ต้องการทำโรงเรียนให้เป็นแค่
โรงงานผลิตชิ้นส่วนทางอุตสาหกรรมของตนเอง เข้ามาก้าวก่าย
กำหนดค่าคุณภาพของมนุษย์ขึ้นใหม่ให้เป็นแค่ "ป้อนโรงงานได้ดี"
โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงแต่ประการใด
สำหรับผมการศึกษาแบบนี้เป็นบาปมหันต์ ขั้นอนันตริยกรรมข้อหนึ่ง
ซึ่งแรงกว่าที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า "การศึกษาหมาหางด้วน"
ส่วนโรงเรียนบ้านดงหมาหอน ไม่ใช่หมาหางด้วน แต่เป็นหมาหอน
คือรู้จักเห่าหอน และเห่าหอนเป็นเวลา สมเหตุสมผลที่ควรเห่าหอน
เป็นการศึกษาที่ถูกต้องเต็มตามความหมายของคำว่า "การศึกษา"
จึงนับเป็นอุตรกุศล เป็นทางรอด ทางพ้น ทางเจริญของสังคมโลก

ที่โรงเรียนบ้านดงหมาหอนจัดการศึกษาได้ถูกต้อง ก็เพราะว่า
ไม่มีวาระซ่อนเร้นจากใคร ไม่งมงายดาต้า เพราะครูใหญ่รู้ชัดว่า
ปัญญาคือความรู้แจ้งบาปบุญ คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์
และรู้กฎของธรรมชาติ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อิทัปปัจจยตา ฯลฯ
เป็นความรู้ที่รู้แล้วจะคลายความเห็นแก่ตัว กลายเป็นนักเสียสละ
ซึ่งเป็นความรู้ที่เหนือกว่าวิทยาศาสตร์ ที่รู้แค่แบบหางขาด หางด้วน
นอกจากนี้ครูใหญ่ยังเข้าใจชัดอีกว่า ปัญญาก็ยังไม่ใช่สิ่งประเสริฐ
เพียงอย่างเดียวในชีวิต ยังมีเรื่องศีลหรือพฤติกรรมทางกายวาจา
อันสงบเรียบร้อยเข้ากับสังคมได้ดี และเรื่องสมาธิหรือจิตที่มั่นคง
ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อันจะทำให้จิตใจสงบเยือกเย็น เป็นฐานรองรับ
สติปัญญาได้อย่างสมบูรณ์ โดยศีล สมาธิ ปัญญา ทั้ง ๓ อย่างนี้
ไม่สามารถ ที่จะขาดจากกันได้ เหมือนไม้ค้ำยัน ๓ อันที่ค้ำกันอยู่
ขาดอันใดอันหนึ่งก็ต้องล้มลงหมด อย่างสังคมโลกทุกวันนี้
ซึ่งศีลและสมาธิหล่นหาย ปัญญาก็จึงอยู่ไม่ได้ ที่มีอยู่ก็ไม่ใช่ปัญญา
ที่แท้จริง เป็นแค่กองดาต้าท่วมหัว มนุษยชาติก็จึงจะเอาตัวไม่รอด

เห็นไม่เล่า ? ธรรมชาติก็ถูกทำลายย่อยยับ วัฒนธรรมก็ล่มสลาย
สังคมก็วุ่นวาย เศรษฐกิจก็ฝืดเคือง มนุษย์ชาติก็ขาดรักสามัคคี
มีสงครามความรุนแรงทั้งแบบโจ่งแจ้งและแบบแอบแฝงอยู่ทั่วโลก
ครูใหญ่โรงเรียนบ้านดงหมาหอน รวมไปถึงคณะครูและผู้ปกครอง
ของเด็กๆ ทั้งชุมชนต่างก็มีความรู้แจ้งชัด และปฏิบัติกันมาอย่างนี้
ธรรมชาติก็อนุรักษ์ วัฒนธรรมก็สืบสาน สังคมก็ร่มเย็น เศรษฐกิจ
ก็พอเพียง สมาชิกในชุมชนก็รู้รักสามัคคี ห้องเรียนใหญ่ของเด็กๆ
เป็นอย่างนี้ ห้องเรียนเล็ก ครูก็สอนสอดคล้องกัน มันก็จึงสำเร็จจริง

ถ้าจะตอบสั้นๆ ต่อคำถามที่ว่า “การศึกษาที่ทำกันอยู่ทั้งโลกเวลานี้
หลงทางกันตรงไหน ?” ก็ขอฟันธงว่า ตรงที่เข้าใจผิด คิดว่าความรู้
หรือดาต้าเป็นแก่นสาร ของการศึกษา ทั้งที่มันเป็นแค่เปลือกหรือกระพี้
แล้วละเลยแก่นแท้ของการศึกษา อันได้แก่การฝึกฝนไปเสีย ก็เลยคว้า
น้ำเหลวกันทั้งโลก ถ้าเพียงย้อนกลับไปมองชาวป่าก็อาจจะพบแสงสว่าง
เพราะชาวป่าไม่จำเป็นต้องรู้จักชื่อต้นไม้ไปหมดทุกต้น แต่ก็อยู่รอดปลอดภัย
ในป่าได้ด้วยการฝึกฝนตนเองและปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของป่า

ในทางศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา ก็ให้สาระของการศึกษาไว้
ที่การฝึกฝนและปรับปรุงตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แสดงว่าเพิ่งมาหลง
ทางกันเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ ขอยกตัวอย่าง
สักเรื่องหนึ่งเช่นเรื่อง "การปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน" พ่อแม่ครูอาจารย์
ส่วนใหญ่ก็มักจะ "เคี่ยวเข็ญให้เด็กอ่าน" มากกว่า “การคอยสังเกต
และเฝ้าฝึกให้เด็กรู้สึกรักอ่าน" ด้วยใจของเด็กเอง ผลก็คือต้องยัดเยียด
เด็กก็จึงเกลียดการอ่านไปเลย นั่นก็เพราะพ่อแม่ครูอาจารย์นั่นแหละ
หลงทางเรื่องการศึกษาไปก่อนแล้ว ถ้าเพียงแค่พากันหันมาเน้น
การปลูกความรักขึ้นในใจของเด็กก่อน โดยกระตุ้นที่ความอยากรู้
อันเป็นสัญชาตญาณของสรรพสัตว์อยู่แล้ว เด็กก็จะรู้สึก "อยากเรียน"
ขึ้นมาเอง ซึ่งย่อมรวมถึงรักการอ่านนั้นด้วย ความอยากรู้อยากเรียน
ที่ได้ลงมือทำซ้ำบ่อยๆ ก็จะกลายมาเป็น ความรักรู้ รักเรียน รักอ่าน
รักค้นคว้าหาความจริง รักประดิษฐ์คิดค้น ด้วยใจของเด็กเองโดยไม่ยาก

หากพ่อแม่ครูอาจารย์ไม่หลงทางเสียเอง และรัฐบาลไม่เข้าไปก้าวก่าย
ด้วยหลักสูตรที่มีวาระซ่อนเร้นซ้ำเติมเขา เปิดโอกาสแก่ธรรมชาติของเด็ก
ได้มีช่องทางพัฒนาตนเองโดยจิตอิสระแล้ว โลกนี้ก็จะเต็มไปด้วย "อัจฉริยะ"
แบบ "ไอน์สไตน์" อย่างมากมาย หลายหลายสาขา
สัมบูรณภาพแห่งการศึกษาก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก

เพราะหลงเอาดาต้าเป็นสาระแห่งการศึกษา ก็เลยหลงต่อไปอีกว่า
อาชีพครูใครจะเป็นก็ได้ เพราะง่ายนิดเดียว แค่พูดให้เด็กฟัง แค่สั่งให้เด็กทำ
ไม่จำเป็นจะต้องใช้ศิลปะอะไรมาก คือคิดประมาทว่าเป็นครูนั้นไม่ยาก
นี่ก็เพราะไม่รู้ว่า "ครูคือใคร" เลยเข้าใจคลาดเคลื่อนตามกันไปหมด
แบบเดียวกับที่ไม่รู้ว่า "พ่อแม่คือใคร" ก็เลยเข้าใจแค่ว่า "ผู้ให้กำเนิด"
พอแค่ทำเด็กให้เกิดก็เรียกว่าพ่อแม่แล้ว "ใครจะเลี้ยงดูลูกก็ไม่สำคัญ"
นี่คือความผิดพลาดอย่างฉกาจฉกรรจ์แห่งมนุษยชาติในสหัสวรรษนี้
ต้องรีบหันกลับมาเข้าใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้อง

ความเป็นพ่อแม่นั้น สำคัญที่สุดอยู่ที่การได้อบรมเลี้ยงดูลูก
ความเป็นครูก็สำคัญที่สุดอยู่ที่การเอาใจใส่ฝึกฝนศิษย์ ดุจเป็นพ่อเป็นแม่
คนที่สองของเด็ก โดยทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นมีตัวเด็กเองเป็นผู้รับผิดชอบ
สร้างสรรค์ชีวิต ของตัวเอง หัดล้ม หัดลุก หัดต่อสู้ชีวิตเอง
โดยที่พ่อแม่ผู้เต็มเปี่ยม ด้วยความรักความห่วงใยคอยเอาใจใส่ดูแล
ให้ความอบอุ่น และคอยปลูกฝัง ค่านิยมอันดีงาม ความคิดเห็นอันถูกต้อง
ความมีเหตุมีผล ความเป็น คนดีมีคุณธรรม เป็นต้นให้ตั้งแต่เล็กจนโต
พอตกมาถึงมือครูก็คือเรื่องเดียวกัน เพียงแต่เพิ่มชั้นความยาก ขึ้นไปอีก
จึงจำเป็นต้องมีหรือต้องได้ "ผู้ชำนาญการพิเศษเฉพาะด้านเฉพาะทาง
มาช่วยสอน" ครูก็จึงได้แก่ผู้ชำนาญการพิเศษคนนี้ ที่เมื่อจะคัดเลือกใคร
มาเป็นครู ก็สมควรจะได้คนที่ชำนาญการพิเศษมาแต่แรก ไม่ใช่เอาใครก็ได้
ปล่อยให้มาสอนแบบลองผิดลองถูก แล้วค่อยมาตั้งให้เป็นผู้ชำนาญการพิเศษ
ก็เมื่อใกล้เกษียณแล้ว ซึ่งสายเกินไป ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
หรือปล่อยให้คนผู้ไร้จิตวิญญาณครูเข้ามาสวมบทบาทครู ซึ่งดูยังไงๆ
ก็เสียหายเหลือเกิน เช่น ครูนั่งบนเก้าอี้ชี้มือสั่งให้เด็กคุกเข่าไหว้พระ
ครูสอนศีลธรรมจู้จี้ขี้บ่น เข้มงวดกับเด็ก แต่หย่อนยานกับตัวเอง เป็นต้น
คนแบบนี้ปล่อยให้เข้ามาเป็นครู จัดให้มาสอนวิชาศีลธรรมได้ยังไง ?
เพราะแค่จิตใจตัวเองก็ยังควบคุมไม่ได้แล้ว

หากมนุษยชาติฉลาดจริง ก็ต้องคัดเลือกคนที่ฉลาดที่สุด มีสุขภาพกาย
สุขภาพจิตที่ดีที่สุด จากทุกสาขาอาชีพนั่นเอง เข้ามารับภาระทำหน้าที่เป็นครู
และควรได้รับเกียรติสูงสูงจากมนุษย์ชาติในฐานะเป็น "ปูชนียบุคคล"
เพราะ "ครูคือผู้สร้างโลก" ด้วยการสร้างคน ซึ่งสูงกว่าคำว่า "อาชีพครู"
การจะฟื้นฟูเรื่องการศึกษาของมนุษยชาติก็จึงจำเป็นจะต้องเริ่มต้นจากเรื่อง
การคัดเลือกคนมาเป็นครูนี่แหละสำคัญที่สุด ส่วนเรื่องการบริหารจัดการ
การกำหนดหลักสูตร เป็นต้น ก็เป็นเรื่องภายหลังที่สำคัญถัดมา

นอกจากพ่อแม่ครูอาจารย์ดังกล่าวมา ยังมีผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษา
ที่สำคัญที่สุดในยุคไอทีไฮเทคโนโลยีอีกพวกหนึ่ง ซึ่งมองข้ามไม่ได้
คนกลุ่มนี้คือ "สื่อมวลชนทุกสาขา" รวมถึง "ดาราศิลปินทุกแขนง"
เพราะคนกลุ่มนี้เป็นผู้ส่ง ข่าวสารข้อมูลและเป็นตัวแบบที่เข้าถึงเด็กๆ
ได้อย่างปัจจุบันทันด่วน ยิ่งกว่าพ่อแม่และครูอาจารย์เสียอีก
จริงอยู่ถ้าพ่อแม่และครูอาจารย์สอนให้เด็กรู้จักใช้วิจารณญาณมาดี
คนกลุ่มนี้ก็จะไม่มีอิทธิพลมากนัก แต่สภาพสังคมปัจจุบันก็รู้ๆ กันอยู่
เด็กๆ ลอกเลียนแบบจากคนกลุ่มนี้มากกว่าพ่อแม่และครูอาจารย์
อย่างไม่ต้องสงสัย จนผมเห็นว่าคนกลุ่มนี้ได้กลายเป็น "ศาสดาใหม่"
ที่เด็กส่วนใหญ่ เลื่อมใสศรัทธา หลายคนถึงกับคลั่ง แม้จะแค่ชั่วคราว
แต่ก็มีอยู่บ่อยๆ ที่ถึงกับทำลายอนาคตของเด็กได้ จึงน่าตกใจยิ่งนัก
เช่นละครหลังข่าวภาคค่ำ ที่สังคมไทยยอมให้แพร่ภาพได้ โดยอ้างว่า
มันก็แค่ละคร คนดูแยกแยะได้ แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏอยู่เสมอๆ ว่า
เด็กๆ จำบทบาทขี้อิจฉา และความก้าวร้าวรุนแรงมาจากละครนั่นเอง

สำหรับผมละครแบบนั้น มันไม่ต่างอะไรกับหนังโป๊ ซึ่งยั่วยุทางเพศ
อันเป็นเรื่องของราคะ ส่วนละครเหล่านั้นก็แพร่เชื้อโรคความรุนแรง
อันเป็นเรื่องของโทสะ อิจฉา พยาบาท ซึ่งมีโทษไม่น้อยไปกว่ากันเลย
ในโลกยุคไอทีไฮเทคโนโลยีนี้ ผมเห็นว่าสื่อมวลชน ดาราศิลปินนี่แหละ
คือผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก และแทรกเข้าไปได้ในทุกๆ วงการ
โดยเฉพาะในวงการการศึกษา ดังนั้นหากคนกลุ่มนี้ไม่มีความรับผิดชอบ
ขาดจิตสำนึกทางการศึกษา ขาดความเมตตาและความจริงใจต่อเด็ก
โอกาสที่จะพลิกการศึกษามาให้ถูกทาง ก็แทบจะมืดมน เป็นไปไม่ได้
แต่ในทางกลับกัน ถ้าเพียงแค่คนกลุ่มนี้อาสาเป็นผู้นำ "พลิกแผ่นดิน"
เรื่องที่ว่ายากแสนยากก็จะง่ายขึ้นทันใด ถ้าไม่เชื่อก็ลองร่วมมือกันดู
นี่เป็นอีกข้อหนึ่ง ที่ผมขอฝากไว้ ให้คน ที่จะยังอยู่ต่อไปช่วยกันพิจารณา

Loading...

ปัจจุบันทันข่าวเรื่องราวรอบตัว

จากหลากหลายแหล่งข่าว เอามาแจกกันอ่าน โปรดใช้วิจารณญาณ
วิเคราะห์ข่าวสารด้วยสติปัญญาของแต่ละคนเอง โดยอิสระเสรีเถิด

คลิกด้วยช่วยค่าเดินทาง