เก้าเรื่องล้างหรือสร้างโลก

๙ เรื่อง ล้างหรือสร้างโลก

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่ผมจะขอฝากไว้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่
เพราะทุกเรื่องนั้น ล้วนเป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว ทั้งมีบางรัฐบาล
บางองค์กร บางบุคคล กำลังเอาจริง เอาจังอยู่ เพียงแต่ได้
ผลน้อยเต็มที เพราะโครงสร้างใหญ่ยังไม่ได้ขยับ

โครงสร้างใหญ่ในที่นี้ ทางโลกหมายถึงประเทศมหาอำนาจ
ที่มีพื้นฐาน การพัฒนาชาติมาในทางวัตถุนิยมแบบงมงาย
และขยายอิทธิพลครอบงำไปทั่ว ทั้งโลกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ส่วนทางธรรมหมายถึงความเห็นผิดหรือมิจฉาทิฐิ
ความงมงายดาต้า หลงใหลวัตถุนิยม จมติดบริโภคนิยม
สะสมนิสัยเป็นความมักง่าย เมาสบาย กระหายกามคุณ
หมกมุ่นการเล่น เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ คิดแคบ มองใกล้
ใฝ่ต่ำ ซึ่งครอบงำมนุษยชาติแบบหยั่งรากลึกมานาน
หลายร้อยปีแล้ว ลักษณาการอย่างนี้ก็คือการล้างโลก
หรือทำลายโลกดีๆ นี่เอง และน่าตกใจก็ตรงที่ไม่มีใครรู้สึกตัว
ว่าตนกำลังทำเช่นนั้นอยู่ หากมนุษยชาติไม่ขาดสติ
ไม่มืดบอดทางปัญญาความจริงที่น่าเศร้า ดังกล่าวมา
ก็ไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อนอะไร ทั้งไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขไม่ได้

ที่แท้ก็แค่เรื่องง่ายๆ ที่ปลายจมูก เพียงหยุดความเห็นผิด
เริ่มต้นความเห็นถูก แผ่นดินก็พลิกแล้ว เพราะพอโลกหยุด
ความเห็นผิด โลกก็จะเลิกเดินไปในทางผิด โดยเฉพาะแบบ
ไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อปัญหามากเกินไปแล้ว
พอโลกเริ่มต้นความเห็นถูก โลกก็จะเดินไปในทางถูก
ปัญหาที่ว่ามาก ก็จะหมดไปได้ แม้จะต้องอาศัยเวลาสักระยะหนึ่ง

ต่อคำถามที่ว่า แล้วจะเริ่มจากจุดใด ? เพราะไม่ว่า
จะจับลงที่ตรงไหน ก็เจอปัญหาวิกฤติไปเสียทั้งหมด
นี่ก็เป็นเรื่องหนักอกที่ผู้รู้ทั้งโลกจะต้องมาระดมความเห็นกัน
สำหรับในที่นี้ขอเสนอไว้ ๙ เรื่อง ตามที่เห็นว่าสำคัญที่สุด
เพราะส่งผลทั้งดีทั้งร้ายต่อเนื่องไปถึงเรื่องอื่นๆ ได้ไม่รู้จักจบ
ผมเชื่อว่า ถ้าเริ่มต้นกันอย่างจริงจังไปจาก ๙ เรื่องนี้
สิ่งที่ยากก็จะง่าย ที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ก็จะเป็นไปได้จริง
ยิ่งถ้าประเทศมหาอำนาจเป็นผู้นำเริ่มต้นก็จะยิ่งง่ายขึ้น
แต่ประเทศเล็กๆ เช่น ประเทศไทย ก็ไม่ควรจะรอต่อไปแล้ว
เพราะนี่คือภารกิจที่สำคัญที่สุด ของมนุษยชาติแห่งศตวรรษนี้

เรื่องที่ ๑ ครอบครัว พ่อ แม่ ลูก และญาติมิตร
ปัญหาคือพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกหรือเลี้ยงลูกไม่ถูกทาง
ทางออกคือพ่อแม่จะต้องได้เลี้ยงลูกและเลี้ยงลูกให้ถูกทาง

เรื่องที่ ๒ การศึกษา กระบวนการเรียนรู้และฝึกฝน
ปัญหาคือยังหลงเอาดาต้าเป็นปัญญา และไปไม่ถึงการฝึกฝน
ทางออกคือเน้นฝึกฝนกายวาจาใจให้มากกว่าการยัดดาต้า

เรื่องที่ ๓ ศาสนา ความเชื่อศรัทธา และสิ่งสูงสุด
ปัญหาคือยังหนักไปทางความงมงายและการค้าขายบุญ
ทางออกคือหันกลับมาหาสิ่งสูงสุดและจุดมุ่งหมายที่แท้จริง

เรื่องที่ ๔ การจัดลำดับคุณค่า สถานภาพ และค่านิยม
ปัญหาคือการจัดวางอย่างผิดลำดับ ผิดฝาผิดตัว ผิดที่ผิดทาง
ทางออกคือการจัดวางให้ถูกลำดับ ถูกฝาถูกตัว ถูกที่ถูกทาง

เรื่องที่ ๕ ความยุติธรรม หน้าที่ สิทธิ และเสรีภาพ
ปัญหาคือใช้สิทธิ์เกินหน้าที่ ใช้เสรีโดยไม่มีความเป็นธรรม
ทางออกคือทำหน้าที่เกินสิทธิ รักษาธรรมะก่อนจะใช้เสรีภาพ

เรื่องที่ ๖ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ชีวิตและการปรับตัว
ปัญหาคือความโง่แล้วอวดฉลาด มุ่งจะเอาชนะธรรมชาติ
ทางออกคือความรู้ ความถ่อมตน การปรับตัวตามธรรมชาติ

เรื่องที่ ๗ ความหลากหลายและความเชื่อมโยงส่งผลถึงกัน
ปัญหาคือชีวิตเชิงเดี่ยว วัฒนธรรมแบบสุดโต่งทางเดียว
ทางออกคือชีวภาพยังหลากหลาย วัฒนธรรมยังมีมากมาย

เรื่องที่ ๘ อาชีพ การดำรงเผ่าพันธุ์ และคุณภาพชีวิต
ปัญหาคือชีวิตติดเงิน หลงเพลินในวัตถุ อ่อนแอและมัวเมา
ทางออกคือชีวิตจิตสั่งได้ เข้าใจโลกธรรม รู้ ตื่น และเบิกบาน

เรื่องที่ ๙ อำนาจ และการอำนวยความเสมอภาคในสังคม
ปัญหาคืออำนาจกระจุก เผด็จการ และการกดขี่ข่มเหง
ทางออกคืออำนาจกระจาย ธรรมาธิปไตย และความเสมอภาค

ทั้ง ๙ เรื่องนี้ล้วนแต่กำลังเป็นปัญหาวิกฤติกันอยู่ทั้งโลก
และจะปล่อยเอาไว้ไม่ได้ ถ้ายังปล่อยไว้ ไม่ช้าโลกก็จะแหลก
จึงนับว่าทุกเรื่องล้วนมีความ สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อพิจาณาถึงเรื่องที่จะส่งผลกระทบถึงเรื่องอื่นๆ
ได้มากและรุนแรงกว่าเรื่องใดๆ ผมก็จึงจัดเรียงลำดับไว้ตามนี้
เช่น เรื่องครอบครัวสำคัญกว่าทุกเรื่อง เรื่องการศึกษาก็สำคัญ
ถัดลงมา เป็นต้น แม้เรื่องอื่นๆ ก็ไม่ได้หย่อนความสำคัญเลย
แต่ถ้าเทียบกับเรื่อง ครอบครัวและการศึกษาก็ยังนับว่าน้อยกว่า
เพราะเรื่องครอบครัวและการศึกษา ส่งผลกระทบถึงทุกเรื่อง
ชนิดที่ถ้าทั้ง ๒ เรื่องนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ เรื่องอื่นก็หมดทางแก้
ต่อเมื่อ ๒ เรื่องนี้มีทางออกแล้ว เรื่องอื่นๆ ก็จะพลอยมีทางออกด้วย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็สมควรจะต้องรีบแก้ไขไปพร้อมๆ กันอยู่นั่นเอง
เพราะที่ผ่านมาได้สะสมปัญหาเอาไว้มากจนรอกันไม่ได้อีกแล้ว

มนุษยชาติกำลังหลงทาง ทำลายล้างโลก ด้วยน้ำมือตนเอง
ทางออกที่เสนอไว้นั้น ผมมั่นใจว่า นี่คือหนทางรอดของโลก
นอกจากนี้ก็ไม่มีหนทางอื่น ถ้าทำได้ ก็เท่ากับเรามาสร้างโลกกันใหม่
ถ้าทำไม่ได้ ก็คงจะต้องทำใจ เพราะโลกต้องบรรลัยอย่างแน่นอน
สงสารก็แต่ลูกหลานที่กำลังเกิดตามมาเท่านั้น

และด้วยเหตุผลดังกล่าวมา ผมจึงเห็นว่า ๙ เรื่องนี้
ใหญ่กว่า เร่งด่วนกว่าทุกๆ เรื่องที่มีอยู่บนโลก ถึงขั้นจัดได้ว่า
เป็นทั้ง "อนันตริยกรรม" เป็นทั้ง "อนุตรกุศล" แห่งยุคกันเลยทีเดียว
มาลองวิเคราะห์กันดู เช่นโบราณมาถือกันว่า ลูกที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเอง
จัดเป็นบาปหนัก ชั้นอนันตริยกรรม ซึ่งจะถูกสังคมประณาม
จนแทบจะไม่มีแผ่นดินอยู่ แต่ผมก็ยังเห็นว่า ลูกที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่
ก็ยังเป็นบาปหนักเฉพาะตัวคนเดียว ยังมีคนบาปหนาอีกพวกหนึ่ง
ที่โลกทุกวันนี้ กลับหลับหูหลับตายกย่อง คือพวกที่ "ฆ่าความเป็นพ่อ
เป็นแม่ของผู้คนนับแสนนับล้าน" เพียงเพื่อความร่ำรวยของตนเอง
โดยไม่คำนึงถึงเด็กตาดำๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ที่จ้างแรงงาน
ราคาถูกแบบบังคับด้วยเวลา จนทำให้แรงงานเหล่านั้น เมื่อมีลูก
ก็เลี้ยงลูกเองไม่ได้ คือถูกฆ่าให้ตายจากความเป็นพ่อเป็นแม่อย่างน่า
สลดหดหู่ ต่างก็เหลือแค่ความเป็นคนที่ทำให้เด็กเกิดมาเท่านั้นเอง
เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมและรัฐบาลที่ปล่อยให้มีโรงงานแบบนี้
จัดเป็นพวกบาปหนา ชั้นอนันตริยกรรมยิ่งกว่าลูกเนรคุณคนนั้นเสียอีก
เพราะส่งผลเสียหายร้ายแรงให้แก่สังคมโลกได้มากกว่าหลายล้านเท่า

ในทางกลับกันโบราณมาถือว่า ลูกที่กตัญญูต่อพ่อแม่ จัดเป็นคนดีเลิศ
แต่ผมก็ยังเห็นว่า ลูกกตัญญูผู้นั้นก็ยังดีเลิศเฉพาะตัวเพียงคนเดียว
ส่วนใครก็ตาม (เจ้าของกิจการและรัฐบาล) ที่แก้ปัญหาดังกล่าวได้
ทำให้ผู้คนนับแสนนับล้านไม่ต้องถูกฆ่าตายจากความเป็นพ่อเป็นแม่
กลับมามีวิถีชีวิต ที่ถูกที่ควร มีลูกก็เลี้ยงลูก อบรมลูก ได้ด้วยตนเอง
แบบนี้ละก็ผมเห็นว่า ประเสริฐกว่า ควรนับว่าเป็น "อนุตรกุศล" แท้

ถ้ามนุษยชาติไม่มืดบอดจนเกินไป ผมหวังว่าสักวันหนึ่ง ๙ เรื่องนี้
จะถูกผลักดันให้เป็น "วาระแห่งโลก" เป็น "วาระแห่งนานาชาติ" หรืออาจ
ถึงกับถูกบัญญัติเป็น "ธรรมนูญแห่งโลก" กันเลยก็จะสมควรอย่างยิ่ง
ประมาณว่า ทุกเรื่องทุกกิจกรรมที่จะทำกันบนโลกนี้ ในยุคต่อๆ ไป
จะส่งผลทางลบต่อ ๙ เรื่องนี้มิได้ ถือว่ามีโทษหนัก (อนันตริยกรรม)
ควรแต่จะต้องส่งเสริมให้ทุกเรื่องทุกกิจกรรมที่จะทำกันบนโลกใบนี้
ให้มีผลในทางบวกต่อ ๙ เรื่องนี้ และถือว่ามีคุณูปการมาก (อนุตรกุศล)

ผมเชื่อว่า ทำได้อย่างนี้เท่านั้น โลกใบนี้จึงจะรอดพ้นจากหายนภัย
ก้าวไปสู่ความมีอารยะ คือสันติสุขและสันติภาพได้อย่างแท้จริง
และผมก็ตระหนักดีว่า พลเมืองเล็กๆ อย่างผมแก้ไขอะไรไม่ได้หรอก
อย่างดีก็แค่ "ประท้วงเงียบ" เท่านั้น ให้ไปจับกลุ่มสุมหัวกันก่อม็อบ
ผมก็ไม่ทำอยู่แล้ว เพราะผมเห็นว่า "ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง"

อีกอย่างหนึ่ง ปัญหาทั้ง ๙ เรื่องนี้ ไม่ใช่ความผิดของใครโดยเฉพาะ
และไม่สามารถจะแก้ไขได้โดยเพียงลำพังแค่คนใดคนหนึ่งอยู่แล้ว
อย่าว่าแต่คนใดคนหนึ่งเลย แม้กระทั่งโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง
ก็ไม่มีทางแก้ไขได้ เพราะมีความเชื่อความเห็นอันบริสุทธิ์ใจอย่างนี้
ผมจึงปลงตก ไม่ได้ซีเรียสอะไร "โลกจะรอดก็เป็นโลกที่โชคดีไป"
หรือ "โลกจะแหลกเหลวบรรลัย มันก็เป็นเวรเป็นกรรมของโลกเอง"

ถ้ามนุษยชาติฉลาดจริง สิ่งที่ผมฝากไว้ คนส่วนใหญ่ก็คงจะเอาด้วย
และไปช่วยกันคิดต่อ ก่อให้เกิดการแก้ไข ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
ของโลกกันได้ทันเวลา สำหรับผมก็คงทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้
ลมหายใจทีเหลืออยู่ ผมจึงเลือก ที่จะหาความสุขสำราญให้กับตัวเอง
ด้วยการท่องเที่ยวไปอย่างอิสระเสรี แม้ถ้าจะตายจริงๆ วันนี้ พรุ่งนี้
"ชีวิตของผมที่เกิดมาก็ถือว่าคุ้มเกินคุ้มแล้ว"

Loading...

ปัจจุบันทันข่าวเรื่องราวรอบตัว

จากหลากหลายแหล่งข่าว เอามาแจกกันอ่าน โปรดใช้วิจารณญาณ
วิเคราะห์ข่าวสารด้วยสติปัญญาของแต่ละคนเอง โดยอิสระเสรีเถิด

คลิกด้วยช่วยค่าเดินทาง