ฝากไว้ด้วยหวังดี

ฝากไว้ด้วยหวังดี

นอกจากลมหายใจที่ยังเหลืออยู่
ความหวังก็ยังมีปรากฏขึ้นมาในจิตของผมด้วย
แต่ไม่ใช่ "ความหวังได้" ที่คนตายไปแล้วย่อมไม่แยแส
คงเป็นแค่ "ความหวังดี" ต่อผู้ที่จะยังมีตัวตนอยู่ต่อไป
และผู้ที่จะทยอยเกิดติตตามกันมาใหม่ในภายหลัง

พอเลิกหวังได้ ความกระวนกระวายใจก็ดับลง
ไม่ได้ก็ดี ไม่ต้องมีภาระ ได้บ้างก็ดี จะได้มีเรื่องสนุก
ยิ่งได้มากก็ยิ่งดี จะได้มีไว้แจกจ่ายหรือช่วยเหลือผู้ที่จำเป็น

พอสร่างความคิดสะสม จิตก็หมดความหมักหมมขุ่นมัว
เหมือนเมฆ หมอกระเหยหายไปจากท้องฟ้า
เผยให้เห็นตะวันยามทิวา ให้เห็นเดือนดารา ยามค่ำคืน
รู้ ตื่น เบิกบาน โดยธรรมชาติเอง แบบไม่ต้องเพ่งพิจเลย
เห็นความจริงตามที่เป็นจริง ไม่ใช่แบบตามที่จิตคิดปรุงอีก

พอเหลือแต่ความหวังดี
พลังอันบริสุทธิ์มันก็ผุดขึ้นมาหนักก็เบา
เหนื่อยก็สนุก เกิดเป็นความสุขที่ไม่ต้องซื้อ
เป็นความกระตือรือร้นขยันขันแข็ง ขึ้นเองอย่างน่าอัศจรรย์
คำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสเรื่อง "ตายก่อนตาย"
ได้กระจ่างแจ้ง ชัดเจนเป็นจริงขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว
แถมยังรู้สึกครึกครื้นในใจตัวเองว่า "คนตายก็ขยันได้โว้ย"

และก็ด้วยความหวังดีที่ยังมีอยู่นี่เองทำให้อดมองไม่ได้ว่า
มวลมนุษย์ สรรพสัตว์ โลกสันนิวาสกำลังเดินไปทางไหน
เป็นประโยชน์สุขหรือโทษทุกข์ แบบสร้างสรรค์หรือทำลาย
ด้วยมุมมองของคนตาย ผู้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับใครอีก
โดยสายตาที่กวาดกว้างอย่างไม่ยึดติดอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง
เหมือนชมวิวทิวทัศน์ของท้องทุ่งที่เวิ้งว้างจากบนยอดภูเขา
หรือเหมือนขึ้นไปยืนอยู่ บนหอคอยแล้วก้มลงมามองดูฝูงชน
ที่เดินขวักไขว่กันไปมาอยู่กลางสนามหรือตามท้องถนน
ผลจากการมองดูโลกสันนิวาสโดยลักษณาการเช่นว่านี้
ทำให้ผมรู้สึกสลดใจ เกิดธรรมสังเวชต่อโลกใบนี้นัก
เพราะช่างขลาดเขลาเบาปัญญา แต่กลับหลงผิดคิดว่าตนฉลาด
เมาความรู้ความสามารถอันมีอยู่แค่น้อยนิด
คิดพูดทำแบบแยกส่วนจนทำให้โลกสันนิวาสปั่นป่วนไปหมด
เหมือนเด็กโง่ที่ก่อความเสียหายทำลายข้าวของโดยไม่รู้สึกตัว
ที่ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ก็คือ ๒๐๐-๓๐๐ ปีมานี้
ที่มนุษยชาติปฏิวัติตัวเองสุดโต่งไปทางวัตถุนิยมอย่างงมงาย
ก้าวข้ามสังคมเกษตรกรรม อันยังอิงอาศัยอยู่กับธรรมชาติ
มาเป็นสังคมอุตสาหกรรม อันมุ่งจะเอา ชนะธรรมชาติให้ได้
อาศัยความก้าวหน้าทางวิชาการ ส่งผ่านสู่ความเจริญมั่งคั่ง
ทางเทคโนโลยี เครื่องจักร เครื่องยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์
อันน่าอัศจรรย์ จนปัจจุบันอยู่ในยุคอินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี
เป็นโลกของข้อมูลข่าวสาร อันมหึมาและเร็วจี๋อย่างน่าตกใจ
กล่อมมนุษยชาติให้ยิ่งหลงตัวเองไปกันใหญ่ กู่กลับได้ยาก

เพราะหลงตัวก็เลยประมาทขาดสติ และห่างเหินปัญญา
ผลลัพธ์ ก็เลยกลับกลายเป็นว่า ยิ่งเจริญทางเทคโนโลยี
ก็ยิ่งมีวิธีทำลายตัวเองและ ล้างผลาญสังคมได้สาหัสยิ่งขึ้น
ตัวเองก็เลยขาดสันติสุขและสังคมโลก ก็เลยไร้สันติภาพ
ก่อให้เกิดปัญหารอบด้านที่สลับซับซ้อนและแก้ไขได้ยากยิ่ง
ปรากฏเป็นความจริงที่น่าอับอายหรือขายหน้าตัวเองสิ้นดี
นี่ยังไม่นับธรรมชาติ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็มาพลอยย่อยยับไป
เป็นฝีมืออันแสนห่วยของมนุษยชาติ ในห้วงเวลาไม่กี่ร้อยปี
ที่สั้นมาก หากเปรียบกับอายุแห่งจักรวาลที่นับแสนล้านกัลป์

คนตายไปแล้วอย่างผมก็หวังเพียงว่า "คนที่ยังอยู่จะรู้คิด"
และด้วยจิตที่หวังดี ตราบที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็จึงอดไม่ได้
ที่จะเสนอความเห็นฝากเอาไว้ ซึ่งก็ไม่ใช่ประโยชน์
อะไรของคนที่ตายไปแล้วอย่างผมแน่ๆ มีแต่จะเป็นประโยชน์
สุขแก่คนที่ยังอยู่หรือแก่ผู้ที่จะเกิดตามมาในภายหลังนั่นเอง
ดังนั้นหลังจากแสดงความเห็นไปแล้ว ผมก็ย่อมจะปล่อยวาง
เพราะทุกอย่างนั้นก็ไม่ใช่ธุระอะไรของคนที่ตายไปแล้วเลย
ถ้าผู้อ่านเข้าใจได้อย่างนี้ ก็คงจะเห็นถึงเจตนาดีของผมบ้าง
พอเห็นเจตนาดีก็จะเกิดเมตตาและไมตรี ยินดีจะรับฟัง
ส่วนจะเห็นด้วยแค่ไหน ? ย่อมเป็นสิทธิ์อิสระของแต่ละคน
ผมเองก็คงจะไม่รับประกันว่า ความคิดเห็นของตัวเองนั้น
ถูกต้อง สมบูรณ์ไปทั้งหมด ตรงกันข้ามมีแต่จะขอออกตัว
เอาไว้ก่อนว่า ผมอาจจะเห็นผิด คิดพลาดไปบ้างก็เป็นได้
เพราะผมไม่ใช่สรรพัญญู มีความรู้และประสบการณ์ที่จำกัด
ผู้อ่านจึงควรจะต้องใช้วิจารณญาณวิพากษ์วิจารณ์เอาเอง
ผมก็แค่เปิดประเด็นไว้ ฝากให้ผู้รู้ ผู้ยังอยู่ ผู้ที่จะเกิดมาใหม่
นำไปคิดต่อและช่วยกันหา ความถูกต้องสมบูรณ์ที่แท้จริงยิ่งขึ้น
ส่วนนายตะวันก็แค่คนตายไปแล้ว ไม่มีส่วนได้เสียกับใครอีก

Loading...