ปล่อยวางทุกอย่างแล้ว

ปล่อยวางทุกอย่างแล้ว

คืนวันที่ ๘ ต่อกับวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑
หรือ ๔๒๐ วัน หลังจากที่ "จันทร์" หย่าร้างไป
และ ๒๖๒ วัน หลังจากที่ผมยก "สำนักพิมพ์สื่อตะวัน"
ให้ "เพื่อน" เข้ามาเป็นเจ้าของร่วมและเป็นผู้จัดการแทน

ผมไหว้พระสวดมนต์และนั่งสมาธินานกว่าปรกติ
คือเกือบทั้งคืน ซึ่งในชีวิตของผมเคยปฏิบัติเช่นนี้มาแล้ว
เพียง ๓ ครั้ง ครั้งที่หนึ่งเมื่อปี ๒๕๓๑ ก่อนตัดสินใจ
ลาออกจากตำแหน่ง "ครูใหญ่" ในครั้งแรก
และครั้งที่สองเมื่อปี ๒๕๔๑ ก่อนตัดสินใจลาออกจาก
ตำแหน่ง "ครูใหญ่" ในครั้งหลัง พร้อมกับลาสึกจาก
พระภิกษุในปีถัดมาอันเป็นผลต่อเนื่องกัน ส่วนครั้งนี้
ถือว่าเป็นครั้งที่ ๓ โดยแต่ละครั้งห่างกันราว ๑๐ ปี

การปฏิบัติเช่นนี้โดยส่วนตัวผมถือว่า "รบกวนพระพุทธเจ้า"
ซึ่งมากกว่าการเข้าเฝ้าตามปรกติ เพราะมีเรื่องสำคัญให้ตัดสินใจ
และมีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ผมเลื่อมใสศรัทธา
ด้วยความเชื่อมั่นว่า "ปรึกษาพระองค์แล้วจะได้พบทางสว่าง"
ทำให้การตัดสินใจไม่ผิด และข้ามพ้น วิกฤติในชีวิตมาได้ทุกครั้ง

ปี ๒๕๒๑ (อายุ ๑๔ ปี) ผมเคยนอนร้องไห้คนเดียว
เมื่อรู้ตัวว่าจะไม่ได้เรียนต่อและต้องเข้าวัดไปบวชเป็นเณรแทน
สมัยนั้นผมก็ไม่ต่างจากเด็กส่วนใหญ่ ที่แม้ใกล้วัดก็ไม่คิดจะบวช
ซึ่งอาจเป็นเพราะ "ค่านิยมตะวันตก" เข้ามา ครอบงำแล้วก็ได้

ปี ๒๕๓๑ (อายุ ๒๔ ปี) หลังจากบวชมาเป็นเวลา ๑๐ ปีแล้ว
นานพอทำให้ผมคุ้นเคยกับพระพุทธเจ้า จนกล้าจะรบกวนพระองค์
แสงสว่างครั้งนั้น ทำให้ผมตัดสินใจเข้าไปจำพรรษาในเมืองหลวง
และส่งผลให้ ๖ ปีต่อมาผม สำเร็จ ป.ธ.๙ "ปริญญาเอกประจำชาติ"
เป็น "ตรา" แสดงความรู้ความสามารถ ให้ผู้คนประจักษ์ตลอดมา

ปี ๒๕๔๑ (อายุ ๓๔ ปี) นับจากวันที่บวชก็เกิน ๒๐ ปีไปแล้ว
พอจะถือได้ว่าเป็นข้ารับใช้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า อีกรูปหนึ่งก็ยังได้
แสงสว่างในครั้งนั้น ทำให้ผมมองเห็นสภาวะที่เหมาะสมกับตนเอง
ควรเป็นเพศฆราวาส อันจะสามารถไปไหนมาไหนได้ทุกหนทุกแห่ง
แม้หลายสิ่งจะ "เข็มขัดสั้น" คือคาดไม่ถึง ไม่เป็นไปอย่างที่คิด
แต่ก็ทำให้ผมได้รู้ได้สัมผัสชีวิตนอกกำแพงวัด อย่างชัดเจนเห็นจริง
จึงถือได้ว่า "แม้คราวนี้จะคิดผิดไปถนัด แต่ก็ไม่ผิดไปทั้งหมด"
และเมื่อข่มความเสียดายในสมณเพศลงเสียได้ ก็นับว่าคุ้มเกินคุ้ม

ชีวิตนอกวัด "ผมคือเด็กอ่อนหัด" ไร้เดียงสาในทางโลก
โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิงที่เข้ามาชน แบบที่ส่วนใหญ่ ไม่กลัวผมเลย
ถ้าไม่คิดมาก หากคิดเอาแต่ได้ ก็คล้ายๆ กับจะเป็นผลบุญหนุนส่ง
ให้ผมได้ขึ้นสวรรค์บนแดนดิน ราวกับเป็นพระอินทร์เสวยทิพยวิมาน
กับเหล่านางฟ้ามาระยะหนึ่ง โดยไม่เคยไปซุกซน เช่นชายอื่นๆ
เธอทั้งหมดสมัครใจมาหาผมด้วยเหตุผลของแต่ละคนเอง
"สังคมวัยรุ่นไทยไปไกลกว่าฝรั่งแล้ว" นี่คือโลกีย์ ที่ผมได้ผ่านพบ

ความทุจริตผิดพลาดในชีวิตจัดเป็นมลทินใจ ทำให้จิตเศร้าหมอง
ไม่ใช่เฉพาะตอนทำ แต่มันคือเวรกรรมที่คอยตามสนองตลอดมา
ถ้าไม่ชำระสะสางเสีย มันก็คงจะติดค้างคาใจตามไปจนถึงชาติหน้า
เพื่อให้จบให้สิ้นกันเสียในชาตินี้ ทางที่พอทำได้ก็คือสารภาพออกมา
ผมเองก็ไม่ใช่คนดีที่บริสุทธิ์ตลอดสาย สมัยเป็นเณรวัยรุ่นก็ซุกซน
จนเกิดนิยายพลายแก้วแห่งศตวรรษใหม่ หรือ "คำสัญญาใต้แสงจันทร์"
กับเด็กสาวคนนั้นผู้ขนานนาม "นายตะวัน" ให้ได้เรียกขานกันสืบมา

อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่สารภาพก็จะยังเป็นตราบาปติดตัวตลอดไป
คือตอนที่ผมสึกมาใหม่ๆ สมัยที่การงานยังไม่มั่นคง ได้ถลำเข้าไป
เป็นส่วนหนึ่ง ในขบวนการทุจริตวิทยานิพนธ์ พูดง่ายๆ ก็คือรับจ้างทำ
กว่าจะพ้นตรงนั้น ออกมาได้ ผมก็เข้าไปพัวพันแบบผู้กระทำเต็มๆ
ไปถึง ๑๐ กว่าเรื่อง ทั้งปริญญาโทและปริญญาเอก ส่งเสริมให้เกิด
มหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต ที่ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ กว่าราย
นี่คือฝั่งที่ผมเป็นผู้กระทำ ยังมีฝั่งที่ผมเป็นผู้ถูกระทำด้วย ในเมื่อเงิน
หมดตัว ก็ต้องขายของเก่ากิน ผมไม่มีข้าวของอย่างอื่นให้จำนำ
ก็ต้องเอางานเขียนไปเร่ขาย ผลสุดท้ายก็ถูกโกงไปเป็นชื่อของคนอื่น
เป็นหนังสือขายดีติดอันดับก็เคย ก็เลยหมดคำพูดในวงการบรรณโลก

แน่นอนทุกครั้งที่ผมคิดถึง "บาป" เหล่านี้ทีไร จิตใจก็ย่อมจะมัวหมอง
แต่เมื่อกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ ผมก็จึงเลือกที่จะลืม ไม่เก็บมาคิดมาก
และตั้งใจใหม่เอาไว้เสมอว่า "ตั้งแต่นี้ต่อไปผมจะไม่ทำเช่นนั้นอีก"
ที่สารภาพไว้ ก็หวังแค่จะชำระสะสางใจก่อนการปล่อยวางทุกอย่างสิ้น
ส่วนอาจไปกระทบกระเทือนใคร ผมก็ต้องขออภัย ซึ่งก็ไม่ได้เอ่ยชื่ออยู่แล้ว
และทางที่ควร เมื่อผมยอมสารภาพ สังคมก็น่าจะยอมรับความจริงด้วย
แล้วช่วยกันเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้จริงจัง ก็จึงจะไม่เสียเปล่า
ก้าวสำคัญในชีวิตทางโลกของผมคือ เมื่อฟ้าดินได้ส่ง "จันทร์" มาให้
โดยที่ผมยอมรับอย่างไม่อายใครว่า ถ้า ๔-๕ ปี ผมไม่มีเธอคนนี้
รถยนต์ บ้านและที่ดิน ผมก็คงยังไม่มี ถึงหามาได้ ก็ไม่รู้จักเก็บอยู่ดี
การก่อร่างสร้าง "สื่อตะวัน" ก็จึงขอยกเครดิตให้แก่ “จันทร์” ตลอดไป
เหมือนผมเป็นแค่ "คนหยอดเมล็ดลงไว้" แต่คนที่คอยรดน้ำพรวนดิน
ไส่ปุ๋ยไล่แมลงจนงอกหน่อก่อใบเป็นลำต้น ขึ้นมาก็คือจันทร์

ส่วนผู้จัดการในปัจจุบันคือผู้ที่จะบำรุงรักษาให้แตกกิ่งก้านสาขาต่อไป
ครั้งนี้ปี ๒๕๕๑ (อายุ ๔๔ ปี) พระพุทธเจ้าให้แสงสว่างแก่ผมว่า
ผมไม่เหมาะสมกับชีวิตในทางโลก ถึงจะทำธุรกิจประสบความสำเร็จ
ก็จะหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ เพราะจิตใต้สำนึกจะรู้สึกขัดแย้งกัน
ยังเสียดายก็แต่ "สื่อตะวัน" ที่หวั่นว่าจะมีอันให้ต้องล้มเลิกไปอีก
แต่ก็พอจะเบาใจได้ที่เพื่อนร่วมธุรกิจและมีพระอุปัชฌาย์รูปเดียวกัน
เข้ามาสานต่อสื่อตะวัน จัดตั้งเป็นบริษัทสำนักพิมพ์อย่างเป็นรูปเป็นร่าง

และยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเวลาส่งท้ายปี ๒๕๕๑ ต้อนรับปี ๒๕๕๒ นี้
ยังได้มี "โปรแกรมเมอร์มือทอง" ซึ่งเคยอาสาเข้ามาช่วยทำเว็บไซต์
ได้แจ้ง ความประสงค์ว่า "อยากขอใช้ชื่อสื่อตะวันจัดตั้งบริษัทมีเดีย"
เป็นอันว่า ขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๒ นี้ หรือหลังจากผมพเนจรได้ ๒๓๔ วัน
ก็จะได้ตำแหน่งเพิ่มเป็น "ประธานกรรมการ" ของ ๒ บริษัท คือ
บริษัท สำนักพิมพ์ สื่อตะวัน จำกัด และบริษัท สื่อตะวัน มีเดีย จำกัด
โดยเป็น ผู้ถือหุ้นอยู่บริษัทละ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จะไม่เข้าไปก้าวก่าย
และจะมอบรายได้จากการปันผลในบริษัททั้ง ๒ นี้เพื่อการกุศลทั้งสิ้น
ส่วนค่าครองชีพมีเงินประจำตำแหน่งพออยู่ได้ และค่าใช้จ่ายเดินทาง
ก็ยังพอหา "สปอนเซอร์" ช่วยเติมน้ำมันรถไปได้เรื่อยๆ ไม่เคยขาด
บัดนี้ การเดินทางของผมผ่านมาแล้วกว่าครึ่งปี หรือ ๒๓๔ วัน
ถ้าไม่ตายเสียระหว่างทาง "๖ ปี ต้องทั่วไทย และ ๒๐ ปีต้องรอบโลก"
ซึ่งมีตัวเลขอ้างอิงคือ เริ่มจากผมมีอายุ ๔๔ ปี อีก ๖ ปี ก็คืออายุ ๕๐ ปี
เป้าหมายช่วงเวลานี้ก็คือ "ทุกทางหลวงของไทย" หรือไปผ่านทุกตำบล
หลังจากนั้นก็จะข้ามชายแดนเขมรลาวเพื่อเดินทางต่อไปให้รอบโลก

คาดคะเนเอาไว้ว่าน่าจะประมาณ ๑๐ ปีขึ้นไป หรืออาจจะทั้งชีวิตก็ได้
โชคดีอายุ ๖๐ หรือ ๗๐ ปีก็จะกลับมา "ทำบุญล้อชะตา" ที่แผ่นดินเกิด
ก่อนออกเดินทาง นอกจากผมจะรายงานให้พระพุทธเจ้าทรงทราบก่อน
ผมก็ได้บอกกับตัวเองเอาไว้ตั้งแต่นาทีนั้นเป็นต้นมาว่า "กูได้ตายไปแล้ว"
ซึ่งอุบายนี้ใช้ได้ผลชะงัดนัก ตลอดเส้นทางผมคือคนแปลกหน้าของผู้คน
ทั้งหมดนั้น ส่วนใหญ่ (ร้อยละ ๘๐) ระแวงสงสัย ต้อนรับแบบเสียไม่ได้
ส่วนน้อยข้างหนึ่ง (ร้อยละ ๑๐) ด่าเอาดื้อๆ แบบนี้ สังคมไทย ก็มีแล้วจริงๆ

ส่วนน้อยอีกข้างหนึ่ง (ร้อยละ ๑๐) ต้อนรับด้วยเมตตา สนทนา ด้วยไมตรี
เพราะกำหนดจิตเอาไว้ "กูตายไปแล้ว" แบบนี้ พอถูกระแวงสงสัย ผมก็ขำๆ
"เออว่ะ เขาระแวงคนตาย" พอถูกด่า หัวใจผมก็หัวเราะ "โอ๊ย..ขำกลิ้ง
ช่างเป็นไปได้ คนตาย ก็ยังถูกด่า" และพอได้พบกับผู้ต้อนรับด้วยเมตตา
ผู้เต็มใจสนทนาด้วยไมตรี ผมก็รู้สึกดีๆ แต่ก็ยังนึกครึ้มๆ อยู่นั่นเองว่า
"เออสินะ คนตายก็ยังดีใจ และเขาช่างเมตตาอุตส่าห์สนทนากับคนตาย"

พอได้เวลาพัก ผมก็จะบอกตัวเองว่า "เฮ้ยคนตาย.. แกยังหายใจอยู่นี่หว่า
อย่าเพิ่งนอน.. มีอะไรเล่าไว้ก่อน.. เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่ยังอยู่ต่อไป
หรือกับคนที่จะเกิดมาใหม่ในภายหลัง" ก็จึงมีบทความนี้มาแจกให้อ่าน
รวมความว่าชีวิตของผมเหลือสิ่งที่จะทำอยู่เท่านี้ ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
หากสิ้นลมเสียก่อนก็คือไปถึงแค่ยอดหญ้า ถ้ายังหายใจปลายฟ้าก็อาจถึง
นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรให้ผมกังวลใจต่อไปอีก

"ปล่อยวางทุกอย่างแล้ว"
"สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ.. ตะถะตา.. อะตัมมะยะตา"
(ทุกอย่างไม่ควรยึดมั่นถือมั่น.. เช่นนั้นเอง.. ไม่เอาอะไรอีกแล้ว)
ขอให้อนุชนรุ่นหลังจงสมหวังและยั่งยืน รู้ ตื่น เบิกบาน ทั่วโลก เทอญ

Loading...

ปัจจุบันทันข่าวเรื่องราวรอบตัว

จากหลากหลายแหล่งข่าว เอามาแจกกันอ่าน โปรดใช้วิจารณญาณ
วิเคราะห์ข่าวสารด้วยสติปัญญาของแต่ละคนเอง โดยอิสระเสรีเถิด

คลิกด้วยช่วยค่าเดินทาง