๗. ความหลากหลายและความเชื่อมโยงส่งผลถึงกัน

๗. ความหลากหลายและความเชื่อมโยงส่งผลถึงกัน

ความหลงอัตตา ความเข้าใจว่าสรรพสิ่งเป็นตัวเป็นตน ตามที่ตาเนื้อเห็น
เกิดความรู้สึกเป็นก้อนเป็นส่วนที่แปลกแยกกันอยู่ แบบเป็นชิ้นเป็นอัน
ทำให้มนุษย์เมาในบัญญัติสมมติที่จิตของตนๆ ปรุงแต่งก่อสร้างมันขึ้นมา
แล้วขยายลึกเข้าไปแม้ในโลกนามธรรมเป็นนรกสวรรค์อันลึกลับซับซ้อน
เสร็จแล้วก็มาถกเถียงกันเองว่า ผีสางเทวดานรกสวรรค์มีอยู่จริงหรือไม่ ?
ซึ่งจะตอบไปทางไหนก็ย่อมได้ทั้งนั้น เพราะแง่หนึ่งมันก็มีจริงๆ อยู่แล้ว
ส่วนอีกแง่หนึ่งมันก็มีไม่จริงมาแต่แรกเช่นกัน ก็เลยเถียงกันได้
โดยไม่รู้จักจบ และปัญหากรรมนี้ก็จะไม่มีทางหาข้อยุติให้ลงกันได้แน่ๆ
ความหลงอัตตานำมาซึ่งความรู้สึกแปลกแยก หรือความแตกออกมา
ต่างหาก เป็นฉัน เป็นเธอ เป็นเขา เป็นมัน เป็นชิ้นเป็นอันกันไป
แล้วหยิบเอาสิ่งนี้สิ่งนั้นมาเป็นของฉันของเธอของเขาของมันต่อกันไปอีก
ซึ่งที่แท้ก็เป็นแค่สมมติ ที่เรียกตั้งบัญญัติกันไปได้ อย่างไม่มีหมดไม่มีสิ้น
ทั้งมีก็แต่คนและสัตว์เท่านั้นที่สื่อสารกันรู้เรื่อง ไปตามที่บัญญัติกันไว้
ดังนั้นแม้มันเป็นจริงระดับหนึ่ง แต่ตามธรรมชาติแท้ๆ มันก็ไม่จริงเลย
ตราบใดที่บุคคลหรือสังคมยังหลงอัตตาอยู่ก็เป็นการยากที่จะมีปัญญาจริง
และเป็นหนทางลำบากหากจะทำให้ชีวิตและสังคมหมดปัญหาอย่างสิ้นเชิง
เหมือนมดโง่ที่ตกไต่บนใยแมลงมุมมักจะต้องติดตายกลายเป็นเหยื่อฉะนั้น
ชีวภาพเชิงเดี่ยว ซึ่งแปลกแยกตน แบบคนเห็นแก่ตัว วัฒนธรรมหนึ่งเดียว
ซึ่งครอบงำไปทั่ว แบบไม่เผื่อแผ่แก่ใคร จึงเป็นหนทางอันตรายในมนุษยชาติ
ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาโลกเรากำลังหลงเดินมาในทางนี้ใช่ไหม ?
ขอให้ไตร่ตรองดีๆ เถิด

ยังมีอยู่อีกทางหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติแท้ และถูกต้องอย่างยั่งยืน
ถ้าบุคคลและสังคมยกระดับตัวเองมาเดินบนทางนี้ได้ก็จะไม่ผิดพลาดอีก
แต่มนุษย์จะต้องใช้สติปัญญาลอกอวิชชาที่บดบังดวงตาออกไปได้เสียก่อน
นั่นคือความรู้ “อนัตตา” ความเข้าใจถูกต้องว่า สรรพสิ่งไม่มีเป็นตัวเป็นตน
เพราะล้วนเป็นแค่โครงข่ายที่หลากหลายและเชื่อมโยงส่งผลถึงกันอยู่เท่านั้น
พอมองเห็นความเป็นจริงในระดับนี้ จิตก็จะคลายความยึดมั่นถือมั่นลง
จนไม่เหลือความสงสัยให้ต้องถกเถียงกับใครอีก และหมดความเห็นแก่ตัว
เพราะจิตมันไม่เหลือความรู้สึกว่ามีตัวตนให้ต้องเห็นแก่ตัวอีกต่อไปแล้ว
ถ้าผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมเข้าถึงความจริงระดับนี้ก็จะหมดปัญหาลงไปมาก
ความแตกสามัคคีก็จะเกิดได้ยาก เพราะล้วนนิยมความหลากหลายอยู่แล้ว
ชอบแต่จะให้มีชีวภาพยังหลากหลายและวัฒนธรรมก็ให้ยังมีอยู่มากมาย
กันไปตามธรรมดา ไม่มีใครกะเกณฑ์ใครให้เป็นไปตามความต้องการของตน
พอแต่ละคนล้วนใจกว้าง แต่ละสังคมล้วนอุดมธรรม สันติสุขและสันติภาพ
ที่โลกทุกวันนี้โหยหา มันก็จะมาปรากฏอยู่เฉพาะหน้า โดยไม่ต้องไขว่คว้าเลย
สงครามก็จะหมดสิ้นไป กิเลสภัยก็จะเบาบาง วิกฤติการณ์ต่างๆ ก็จะห่างหาย
นี่เป็นอีกทางหนึ่งซึ่งลัดสั้นมากๆ หากเราจะสร้างโลกใหม่ให้สำเร็จกันเร็วๆ..

Loading...

ปัจจุบันทันข่าวเรื่องราวรอบตัว

จากหลากหลายแหล่งข่าว เอามาแจกกันอ่าน โปรดใช้วิจารณญาณ
วิเคราะห์ข่าวสารด้วยสติปัญญาของแต่ละคนเอง โดยอิสระเสรีเถิด