๓. ศาสนา ความศรัทธา และสิ่งสูงสุด

๓. ศาสนา ความศรัทธา และสิ่งสูงสุด

พระเป็นเจ้าหรือพระศาสดาผู้เป็นที่มาแห่งศาสนาทั้งปวง
ล้วนสอนให้ศาสนิกชนลดเลิกละความเห็นแก่ตัวลง
จะเรียกว่าเป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้าทุกพระองค์ก็คงไม่ผิด
ต่างกันก็แต่บัญญัติ พิธีกรรม ธรรมสถาน และกาลเวลาเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้เนื้อแท้ของศาสนาทั้งปวงก็จึงอยู่ที่ “ความไม่เห็นแก่ตัว”
“ความรู้จักรักผู้อื่น” และ “ความรู้จักเสียสละละวางประโยชน์ส่วนตน
อันคุมขังคับแคบเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอันยิ่งใหญ่ไพศาล”
หรือว่าโดยหลักการก็คือปล่อยวาง “อัตตา” ไปสู่ “อนัตตา” นั่นเอง

แต่กลับปรากฏว่า ทุกวันนี้มีพระสงฆ์หรือผู้นำศาสนาจำนวนมาก
โลภในลาภสักการะ สะสมมานะทิฐิไว้เสียเอง อย่างน่าเศร้าที่สุด
ทำให้องค์กรศาสนาแทบทุกศาสนาทั่วทั้งโลกนี้ด้อยคุณค่าลงไปทุกที
เพราะเนื้อแท้ได้ถูกกลบลบเลือนไป จับต้องได้แค่เปลือกที่ห่อหุ้มไว้
จึงต้านกิเลสภัยที่ไหลบ่ามาจากทุกทิศในสังคมทุนวัตถุนิยมนี้ไม่ได้
สุดท้ายพระสงฆ์หรือผู้นำศาสนาก็กลายเป็นแค่หัวหน้าผู้รับใช้
กิเลสตัณหาไปเสียเอง เห็นได้จากพิธีกรรมทำทานอันมีกันอย่างดาษดื่น
ที่พระสงฆ์หรือผู้นำศาสนาซึ่งเป็นผู้รับก็รับทานนั้นด้วยความโลภชัดๆ
และทายกหรือศาสนิกซึ่งเป็นผู้ให้ก็ให้ทานนั้นด้วยความหลงล้วนๆ
แบบเข้าใจว่าทานที่ตนให้แล้วจะไปบันดาลสิ่งที่ตนต้องการเอาไว้
รอตัวเองข้างหน้า อันไม่ใช่การให้แบบแท้ๆ ที่มุ่งการชำระสะสางใจ
เพื่อลดละมลทินคือความตระหนี่ถี่เหนียวตามหลักการแห่งศาสนาเลย
ไปๆ มาๆ องค์กรศาสนาก็จึงไม่ต่างจากบริษัทร้านค้า โดยพระสงฆ์
หรือผู้นำศาสนาก็ราวกับว่าเป็นพ่อค้านั่นเอง เพียงเอาบุญเป็นสินค้า
เอาพิธีกรรมเป็นการตลาด มีเงินทองและวัตถุใหญ่โตเป็นเป้าหมาย
ส่วนศาสนิกชนทั้งหลายก็คล้ายกับลูกค้าหรือผู้บริโภคทั่วไปนั่นแหละ
เพราะหลงงมงายกลายเป็นคนเมาบุญ แบบเดียวกับคนที่คลั่งสินค้า
นี่คือเรื่องน่าเศร้าในแวดวงศาสนาท่ามกลางสังคมที่ล่มสลายยับเยิน

ศาสนาย่อมเกี่ยวข้องกับความเชื่อศรัทธา
และมีเป้าหมายอยู่ที่สิ่งสูงสุด ซึ่งย่อมจะแตกต่างกันไปบ้างเป็นธรรมดา
แต่สุดท้ายก็จะต้องวกกลับมาหาความไม่เห็นแก่ตัว ความรู้จักรักผู้อื่น
และความเสียสละละวางประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจนได้
อันนับได้ว่าเป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้าทุกพระองค์ดังกล่าวแล้ว
ถ้าทำได้จริงๆ โลกใบนี้ก็จะไม่มีสงครามศาสนา ไม่มีการยื้อแย่งศาสนิก
ที่ไม่ต่างอะไรกับบริษัทจำกัดที่ยื้อแย่งลูกค้า องค์กรศาสนาจะต้องเป็น
แบบอย่างของความไม่เห็นแก่ตัว ความเคารพสิทธิเสรีภาพของมนุษย์
และความยุติธรรมในทุกสถาน โดยพระสงฆ์หรือผู้นำศาสนาจะต้อง
เป็นแม่ทัพทำสงครามกับกิเลสตัณหา นำพาสรรพสัตว์ไปสู่ความหลุดพ้น
ศาสนิกชนบรรลุสันติสุขและสังคมโลกประสบสันติภาพได้อย่างถาวร
นี่ก็เป็นทางสำคัญอันมองข้ามไม่ได้ที่จะสร้างโลกใหม่ให้สำเร็จได้จริงๆ..

Loading...