ต้นสายและปลายทาง

ต้นสายและปลายทาง

คนเราเกิดมาไม่ช้าไม่นานก็ตาย ใครมีโอกาสได้ใช้ชีวิตโดยอิสระ
ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ทำแล้วมีความสุข โดยไม่ก่อความทุกข์ให้แก่ผู้ใด
ทั้งยังเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มาก เขาผู้นั้นนับว่าเป็นคนโชคดี

ผมก็เป็นคนโชคดีอีกคนหนึ่ง เพราะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตแบบที่กล่าวมาแล้วนั้น

ชีวิตอิสระ คือไม่มีภาระมาก เหมือนพระป่า มีแค่บาตรและไตรจีวร
อาศัยนอนตามโคนต้นไม้หรือโรงเรือนอันว่างเปล่า จิตของท่านจึงเกลี้ยงเกลา
โปร่งเบาเย็นสบาย ต่างจากชีวิตคนเมืองที่มีแต่ความวุ่นวายหมกมุ่นและขุ่นมัว

ผมมีชีวิตที่เป็นอิสระได้ ก็เพราะความโชคดี ที่ได้มาจากปัจจัย ๒ ด้าน
คือปัจจัยภายในของผมเอง และปัจจัยภายนอกที่ได้รับโอกาสจากครอบครัว
ปัจจัยภายในก็คือจิตของผมเอาชนะความกลัวได้เด็ดขาด กล้าจน กล้าเจ็บ
กล้าแก่ และกล้าตาย จึงหมดความกังวล จะจนเจ็บแก่ตายลงที่ไหนก็ไม่กลัว
ปัจจัยภายนอก ก็คือพ่อแม่ของผมให้ชีวิตอิสระแก่ลูกชายคนนี้มาตั้งแต่เล็กๆ
ด้วยการพาไปบวช และหมายให้ครองสมณเพศไปตลอดชีวิตได้ก็ยิ่งเป็นการดี
ครั้นผมหมดวาสนาบารมีสึกหาลาเพศออกมาก็ยังให้อิสระ สุดแต่ลูกชายคนนี้
จะอยู่จะไปจะทำอะไรก็ไม่มาก้าวก่าย ค่อนไปทางเกรงใจลูกชายตัวเองเสียด้วยซ้ำ

และผู้ที่ทำให้ผมมีอิสระในทางโลกได้จริงๆ คือพี่ชายคนโตของผม ซึ่งเป็นผู้
เลี้ยงดูพ่อแม่มาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ผู้ที่รู้จักครอบครัวของเราต่างประจักษ์ดีว่า
พี่ชายคนโตของผม เป็นยอด คนดี เป็นลูกดีของพ่อแม่ เป็นพี่ที่แสนดีของน้องๆ
เป็นสามีดีของภรรยา เป็นพ่อที่ประเสริฐของลูกๆ เพราะมีขันติธรรม ขยันอดทน
ทั้งด้านการงาน และการครองเรือน และมีกตัญญูกตเวทิตาธรรม ตอบแทน
พระคุณพ่อแม่ และผู้มีอุปการะ ด้วยความเอาใจใส่อย่างยิ่ง และมีเมตตาธรรม
โอบอ้อมอารี ต่อทุกคนที่ไปมาหาสู่ ซึ่งทำให้ผมปล่อยวางทางพ่อแม่ลงไปได้

นอกจากนี้ผมยังมีพี่ชายอีกคนหนึ่งบวชเป็นพระภิกษุมายี่สิบกว่าพรรษาแล้ว
มีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งผมเชื่อว่า
การที่ท่านสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้โดยสะดวก ก็คงจะมาจากพี่ชายคนโตด้วย
ที่มีส่วนช่วยทำให้พระสงฆ์อย่างท่านวางภาระเกี่ยวกับโยมพ่อ โยมแม่ลงไปได้

ผมเคยแต่งงาน แต่บัดนี้แยกทางกัน อันเป็นความประสงค์ของฝ่ายหญิงเอง
เธอเป็นคนดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ผมได้รู้จัก เพราะความรักเราจึงแต่งงานกัน
เธอเป็นคนขยัน มุ่งมั่น จะสร้างเนื้อสร้างตัว แต่เธอโชคไม่ดี ที่ได้สามีอย่างผม
ซึ่งมองชีวิตและสังคมเป็นสิ่งเดียวกัน มีความมุ่งมั่นในการสร้างครอบครัวต่ำ
ทำให้ผมกลายเป็นคนรังแกเธอ ได้แต่รู้สึกเสียใจอาลัยรัก ต่อเมื่อสายเสียแล้ว
แต่ก็โชคดีที่ยังไม่มีบุตรด้วยกัน ทำให้ผมเลือกดำเนินชีวิตได้ ตามที่ตนเองใฝ่ฝัน

และยังมีบุคคลสำคัญที่จะไม่พูดถึงมิได้ คือผู้จัดการสื่อตะวันในบัดนี้
ผู้ที่เข้ามารับเอางานอาชีพของผมออกไป ทำให้ผมปลงภาระในอาชีพการงาน
ลงได้ แม้จะยังมีฐานะเป็นเจ้าของบริษัท ถือหุ้นอยู่ครึ่งหนึ่ง และมีตำแหน่ง
เป็นประธาน กรรมการ แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการค้าอีกต่อไป อาศัยเงินประจำ
ตำแหน่งและเงินปันผลพอยังชีพ ซึ่งก็ไม่มากมายอะไร เพราะเป็นบริษัทเล็กๆ

ในปัจจัยทั้ง ๒ ด้านที่ทำให้ผมโชคดีนี้ ปัจจัยภายในคือใจของผมเองนั่นแหละ
ที่สำคัญที่สุด พอมันหยุดความคิดได้ ไล่ตามความคิดทัน มันก็เป็นอิสระ
เรื่องอะไรๆ ที่ใครว่าปล่อยวางยาก มันก็ปล่อยวางลงได้ ชีวิตก็จึงง่ายไปหมด
การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ที่เรามักจะพูดกันว่า "ค้นหาตัวเองเจอ" ก็เพราะมีจิต
เป็นอิสระแล้วจริงๆ ถ้ายังกังวล เรื่องโน่นเรื่องนี่อยู่ มันก็ค้นไม่เจอหรอก
หรืออีกอย่างหนึ่ง คนที่รักง่ายหน่ายเร็ว ก็จะค้นหาสิ่งที่ชอบจริงๆ ไม่มีทางพบ
เพราะถึงพบแล้ว สักพักสิ่งที่ชอบนั้นก็จืดจางไป เพราะตัวเองเป็นคนหลายใจ
เบื่อง่าย ใคร่มาก อยากได้ของใหม่เรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด ก็จึงหยุดตัวเองไม่ได้

ต่อเมื่อจิตเป็นอิสระจากความใคร่ หรือรู้จักพอใจเท่าที่มีที่ได้ ก็จึงจะเป็นอิสระ
ผมก็ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ยังมีกิเลสตัณหา ไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆ ทั่วๆ ไป
เพียงแต่ผมเห็นภัยในกิเลสตัณหานั้นด้วย ช่วยให้มีสติยั้งคิด และข่มใจไว้เสมอ
กับทั้งผม "รู้จักทำใจ" เฝ้าเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า "ถ้าทำอะไรไม่ได้แล้วก็จง
ระลึกว่า ยังมีอยู่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำได้แน่ๆ ไม่ยากเกินไป คือทำใจของตัวเอง"
อันที่จริงคติเหล่านี้ผมก็จำเขามา ไม่ได้คิดเองหรอก แต่ผมเอามา ทำจริงๆ
จนบังเกิดผลในทางใจได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นการไล่ตามความคิดตัวเองทัน
หยุดหรือเร่งความคิดตัวเองได้ และจะสั่งให้เลี้ยวขวาเลี้ยวซ้าย ก็ง่ายนิดเดียว
ผมเห็นว่า "นี่แหละคือสมถะวิปัสนาแท้" ที่จับต้องได้ ฝึกฝนง่าย ไม่ซับซ้อน
หรือเรียกว่า "สมถะวิปัสนาฉบับย่อ" เหมาะกับคนห่างวัดใช้ฝึกหัดตนเอง
ก็ได้เหมือนกัน ข้อสำคัญคือนำไปใช้ฝึกฝนได้ทันทีในทุกที่ทุกเวลาทุกอิริยาบถ

พอไล่ตามความคิดตัวเองทัน คือตามไปรู้ทันแล้ว หยุดความคิด ตัวเองนั้นลงได้
มันก็ไม่ต้องฟุ้งซ่าน พอไม่ฟุ้งซ่านก็ไม่สับสน ทีนี้พอจะคิดใหม่ก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง
เช่น ค้นหาตัวเองตรวจสอบจริตและความคิดพื้นฐาน ก็จะเข้าใจตัวเองได้ ต่อจากนั้น
ก็จะทำให้เลือกคนเลือกงานเลือกสถานที่อยู่ที่ไปได้อย่างไม่ลังเล และเหมาะสม
กับตัวเอง คบคนได้ถูกคอ ก่องานได้ถูกทางที่ถนัด นำธรรมะมาฝึกฝนปฏิบัติ
ก็ถูกกับจริต ทำให้เจริญก้าวหน้าเร็วและยั่งยืนตลอดไป จนถึงเมื่อจะลงหลักปักฐาน
หรือจะเลือกทางดำเนินชีวิต ก็จะเลือกได้ ไม่ผิด เลือกได้ถูกจริตของตนเอง
ซึ่งจะทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น และมีความสุข

คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่า "ชีวิตพเนจร" เป็นความทุกข์ยากลำบากลำบน
แต่สำหรับคนบางคนมันคือชีวิตที่คุ้มค่าที่ได้เกิดมา ตื่นตาตื่นใจ ไม่ต้องจำเจ
และยิ่งการเดินทางนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของปวงชน ดุจได้ตาม
รอยบาทพระศาสดาก็ยิ่งนับได้ว่าเป็นความคุ้มค่าอย่างหาที่สุดมิได้
เป็นทั้งประโยชน์ตนที่ได้พบได้เห็นวิถีชีวิตผู้คนและวิถีทางของโลก
ได้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ยิ่งกว่าใคร เป็นทั้งประโยชน์ท่านแบ่งปันความดีงามจริง
ไปสู่เพื่อนร่วมโลก อย่างไร้พรมแดน และเป็นทั้งประโยชน์สูงสุดสมกับที่
ได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะได้ชำระจิต ให้บริสุทธิ์สะอาด สามารถเข้าถึง
ความอิสระจากกิเลสพันธนาการได้ในระดับที่น่าพอใจ

นายตะวัน เป็นอีกผู้หนึ่งที่หลงใหลในชีวิตพเนจร ใฝ่ฝันมาตั้งแต่ครั้ง
ยังเป็นเด็ก เมื่อครั้งเป็นพระเคยออกธุดงค์รุกขมูลิกังคะอยู่ระยะหนึ่ง
ซึ่งก็แบบเดียวกัน ต่างกันแต่เป็นพระมีกาสาวพัสตร์คุ้มกายมีธรรมวินัย
คุ้มจิตให้ชีวิตปลอดภัย ส่วนบัดนี้ไม่มีของขลังเช่นนั้น ซึ่งนายตะวัน
ก็จะต้องเสี่ยงเอา แบบตายเป็นตาย โบยบินสู่ฟากฟ้า ข้ามป่าเขาลำเนาไพร
ข้ามทะเลน้อยใหญ่ไปให้ถึงปลายทาง

ถ้าจะถามว่า "เดินทางทั่วไทย และไปรอบโลก ไปเพื่ออะไร ?"
ผมก็ขอตอบว่า "ไปเพื่อการท่องเที่ยวอย่างอิสระเสรี แต่ก็ขอเที่ยวไป
แบบไม่เสียเที่ยวด้วย" หากจะถามต่อไปว่า "คุณเคยบวชมานาน ที่ว่าไป
แบบไม่เสียเที่ยว คงหมายถึงไปเผยแผ่ศาสนาด้วยใช่ไหม ?" ผมก็ขอตอบ
ทันทีว่า "ไม่ใช" ่ เพราะผมเป็นเพียงนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเท่านั้น หนังสือ
"เดินทาง..พลิกแผ่นดิน" ที่ผมมอบให้ ก็ไม่ใช่คำสอนทางศาสนา เป็นเพียง
"สัจวาจา" ของผมเอง ที่กล่าวถึง "ความจริง" และ "สิ่งที่ควรจะเป็น" หรือ
"ปัญหา" และ "ทางออก" ของสังคมโลกปัจจุบัน อันต่างคนก็รู้ๆ กันอยู่แล้ว

อนึ่ง แม้ผมจะเป็นพุทธศาสนิกชนมาตลอดชีวิต และไม่เคยคิด
จะเปลี่ยนใจไปนับถือศาสนาอื่น แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็นับถือหรือ
ให้เกียรติพี่น้องร่วมโลกที่นับถือศาสนาต่างจากผม ผมจึงไม่มีความคิดใดๆ
จะไปเปลี่ยนใจใครให้หันมานับถือศาสนาพุทธเหมือนผม

อีกทั้งผมยังเชื่อโดยความบริสุทธิ์ใจว่า พระศาสดาแทบทุกพระองค์
ไม่รู้จักชื่อศาสนาของพระองค์เองด้วยซ้ำไป เช่น พระพุทธเจ้าที่ผมศรัทธา
และได้ศึกษาพระพุทธประวัติมาเป็นอย่างดี ในชั้นพระบาลีหรือพระไตรปิฎก
ไม่เคยปรากฏคำว่า "ศาสนาพุทธ" หรือ "พุทธศาสนา" เลย พระพุทธเจ้าทรง
เรียกสิ่งที่พระองค์สอนว่า "ธรรมวินัย" บ้าง "พรหมจรรย์" บ้าง เป็นส่วนมาก
ชื่อศาสนาพุทธเป็นเรื่องของคนรุ่นหลังมาตั้งขึ้น ส่วนศาสนาอื่นผมไม่ใช่ผู้รู้
แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า "ก็น่าจะคล้ายๆ กัน" ดังนั้น การเดินทางของผม
จึงไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนา แม้ในบทความเรื่อง "เดินทาง..พลิกแผ่นดิน"
มีคำอธิบายหลายตอนที่อ้างอิงคำสอนในทางพุทธศาสนา นั่นก็เป็นเพียง
เพราะว่าผมเป็นชาวพุทธ ซึ่งมีความรู้เรื่อง พุทธศาสนาดีเท่านั้นเอง
เรื่องของศาสนาอื่นๆ ผมมีความรู้ค่อนข้างน้อย จึงไม่นำมากล่าวไว้
เพราะอาจจะผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ ผมนายตะวันเป็นผู้ยึดมั่น
"สัจวาจา" อะไรที่ตนไม่รู้จริง ย่อมจะไม่ไปอาจเอื้อม

สรุปว่า การเดินทางทั่วไทยและไปรอบโลกของผม ไปเพื่อการท่องเที่ยว
เป็นหลัก ส่วนว่าการไปเที่ยวแบบไม่เสียเที่ยว ก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนา
เป็นแค่เรื่องสัจวาจา ด้วยความปรารถนาดีต่อทุกคนบนโลกไม่จำกัดเชื้อชาติ
ศาสนา โดยประการทั้งปวง เพราะเห็นว่าทุกคนบนโลกนี้ ล้วนอาศัยอยู่
ในธรรมชาติอันเดียวกัน ถ้าธรรมชาติต้องพินาศย่อยยับไป ก็จะไม่มีใครสักคน
รอดพ้นได้เลย โลกใบอื่นก็ไม่ใช่โลกใบนี้ ทางเดียวที่มีและเป็นทางที่ดีที่สุด
ของมนุษยชาติ คือรักษาโลกใบนี้ ให้น่าอยู่สืบไป

Loading...