ถาม ตอบ และขอบคุณ

ถาม ตอบ และขอบคุณ

เกือบ ๑ ปีที่ผมเดินทางรอนแรม
ขอพบปะสนทนากับบรรดาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีการศึกษาดีของประเทศไทย
ด้วยปณิธานที่คนแทบทั้งหมดเห็นว่า "ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่มีทางเป็นไปได้"
และมักจะถูกซักถาม คล้ายจะเค้นหาความจริงอย่างอื่น ที่ตัวเขาคิดไว้เอง
เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่ผมบอก หรืออาจจะเพราะอยากรู้จักตัวตนของผมจริงๆ
ซึ่งผมก็ต้องทนตอบเรื่อยมา ทั้งๆ ที่เห็นว่า "ไม่เกี่ยวข้องกับ ๙ เรื่องนี้เลย"

ทุกคนมีสิทธิ์คิด ทุกคนมีสิทธิ์จะวิพากษ์วิจารณ์ เราห้ามความคิดกันไม่ได้
เมื่อถูกถามก็ต้องตอบ ไม่อยากตอบบ่อยๆ ก็ต้องเขียนเอาไว้
เพื่อที่เมื่อมีผู้ถามอีก จะได้ไล่ให้มาอ่านเอาเอง "เรื่องนี้ผมเคยตอบไปแล้ว"
นี่คือ "อิทัปปัจจยตา" ที่ทำให้จะต้องมีเนื้อหาส่วนนี้เพิ่มเติมเข้ามาด้วย
และสำหรับผู้อ่านบางคน ที่ไม่คุ้นชินกับการแบกรับภาระของโลกไว้
มันอาจจะเป็นส่วนที่น่าสนใจและอ่านได้แบบสบายๆ ที่สุดก็เป็นได้
ซึ่งก็ตามอัธยาศัยของแต่ละคนเถิด "มีกำลังรับได้แค่ไหน ก็จงรับไปแค่นั้น"

คำถาม. ไปทั่วไทย พอไปได้ก็ไปเถอะ แต่ไปรอบโลก ยิ่งไปขอพบผู้นำ
ประเทศ.. คุณไม่คิดบ้างหรือว่า มันใหญ่โตเกินไปสำหรับคุณ ใครเขาจะให้
คุณเข้าพบได้ง่ายๆ มันจะไม่เหมือนละเมอไปหน่อยหรือ ?
คำตอบ. ถ้าผมตายเสียระหว่างทาง แม้แค่ไทยผมก็คงไปไม่ทั่ว แต่ถ้าผม
ยังไม่ตาย ปณิธานที่ตั้งเอาไว้ก็ต้องไปให้ถึง ส่วนผู้นำนั้นๆ เขาจะให้ผม
เข้าพบหรือไม่ มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา แค่เขาส่งตัวแทนมารับมอบหนังสือ
ผมก็ถือว่า "เขาให้เกียรติผมแล้ว" สาระไม่ได้อยู่ตรงที่เขากับผมจะได้พบกัน
แต่มันอยู่ที่ ๙ เรื่องนี้ จะมีผู้คนบนโลกใบนี้หันมาเอาจริงกันสักกี่มากน้อย
ส่วนที่ว่า มันใหญ่โตเกินไปสำหรับผมไหม ? มันก็อาจจะใช่ถ้ามองในมุมนั้น
แต่ในมุมของผมที่เอาโลกเป็นตัวตั้ง ก็ไม่ได้เห็นว่ามีใครหรืออะไรที่ใหญ่โต
เพราะทุกคนและทุกสิ่งก็เป็นแค่ชิ้นส่วนเล็กๆ ชิ้นหนึ่งของโลกด้วยกันทั้งนั้น
อีกทั้งตัวผมเองมีคติประจำใจในการดำเนินชีวิตมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นแล้วว่า
"ขอฝันใฝ่ไว้ไกลถึงปลายฟ้า และจะเพียรไปจนสุดแรงล้า
แม้ถึงได้เพียงยอดหญ้าก็ยินดี" ซึ่งมันก็น่าจะช่วยตอบคำถามนี้ได้อยู่แล้วด้วย

คำถาม. เอาแค่ทั่วไทย ไม่ต้องไปรอบโลก จะไม่พอเป็นไปได้มากกว่าหรือ ?
คำตอบ. นั่นคือมุมมองของคุณ ที่มองเอาเรื่องการเดินทางของผมเป็นตัวตั้ง
มันก็ต้องชวนให้คิดไปทางนั้น แต่ในมุมมองของผมการเดินทางของตัวเองนี้
ไม่ได้สำคัญอะไรนัก มันก็แค่การท่องเที่ยวไปของคนอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น
มีกำลังเที่ยวไปได้แค่ไหนมันก็ต้องแค่นั้นอยู่แล้ว ผมไม่เคยเอามาเป็นตัวตั้ง
แต่ที่มีเป้าหมายว่า "ต้องไปให้รอบโลก" ก็เพราะว่า ๙ เรื่องที่ผมนำเสนอนี้
มันมีลักษณะเฉพาะที่เหมือนกันทุกข้ออยู่ ๒ ประการ คือ ๑. มันวิกฤติแล้ว
ปล่อยเอาไว้แบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ถ้ามนุษยชาติยังมัวพากันประมาทอยู่
โลกก็ต้องแหลกแน่นอน สรรพชีวิตก็จะต้องพินาศย่อยยับอย่างไม่ต้องสงสัย
และ ๒. มันไม่ใช่ความผิดพลาดของคนใดคนหนึ่ง แต่มันเกิดจากโครงสร้างโลก
ที่เชื่อมโยงเป็นโครงข่ายและส่งผลถึงกันไปในทางที่ผิดพลาดตามๆ กันไปหมด
ซึ่งพอจะแก้ไข เพียงโดยคนใดคนหนึ่ง หรือแม้แต่ประเทศใดประเทศหนึ่ง
ก็ไม่มีทางจะแก้ไขได้โดยลำพังเลย ทางรอดของโลกก็จึงเหลืออยู่แค่ทางเดียว
คือคนทั้งโลกหรือมนุษยชาติจะต้องตื่นขึ้นมาแล้วร่วมแรงร่วมใจแก้ไขพร้อมกัน
มิฉะนั้นแล้ว ก็ต้องกลับไปอ่านข้อ ๑. เพราะผมมองเห็นเหตุปัจจัยของโลก
หรือที่พระเรียกว่า "อิทัปปัจจยตา" จากวิปัสนาญาณด้วยอาการอย่างนี้
มันปรากฏชัดเจนเป็นแบบนี้ ทีนี้พอผมเกิดฉันทะอยากจะพิทักษ์โลกขึ้นมา
ซึ่งผมรู้หรือเจียมตัวเองอยู่แล้วว่า "คนเดียวทำไม่ได้ แบกโลกไว้ก็เหมือนบ้า"
ผมก็จึงถามตัวเองอีกว่า "แล้วจะไม่ทำอะไรเลยหรือ ? รอวันตายไปเปล่าๆ หรือ ?"
คำตอบตัวเองของผมก็คือ "ไม่ทำก็ไร้ค่า ไม่ทำนั่นแหละบ้า ทำดีไม่บ้าหรอก"
มันก็จึงออกมาเป็น "เดินทาง..พลิกแผ่นดิน" ที่จำเป็นจะต้องไปให้รอบโลก
ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าโลกนี้ยังมีบัณฑิตบ้าง ไม่กลายเป็นพาลชนไปเสียทั้งหมดแล้ว
ก็จะต้องเข้าใจและสนับสนุนในสิ่งที่ผมทำ หากผมล้มตายไปเสียระหว่างทาง
ก็คงจะต้องมีวีรชนคนใดคนหนึ่งเข้ามารับช่วงต่อนำภารกิจนี้ไปรอบโลกให้จงได้
เพราะถ้ามิฉะนั้นแล้วการที่โลกต้องถึงกาลอวสานมันก็สมควรแก่เวลาแล้วจริงๆ
เมื่อเอาความอยู่รอดของโลกมาเป็นตัวตั้ง ผมก็จึงไม่มีหนทางเลี่ยงไปจากนี้

คำถาม. โลกมันก็เป็นไปตามธรรมดาของโลก ไม่มีใครจะไปหยุดยั้งมันได้
ดูท่าทางคุณก็น่าจะมีความรู้ดี ทำไมไม่คำนึงถึงข้อนี้ ถึงแม้คุณอยากเห็นโลก
เป็นอย่างไร ? มันก็ไม่เป็นไปตามที่คุณต้องการหรอก คุณก็ต้องเดือดร้อนเอง
เหมือนที่กำลังต้องมาเร่ร่อน เป็นคนพเนจร ทำตัวเองให้ลำบากเปล่า ๆ นี้ ?
คำตอบ. ขอขอบคุณในคำชมและน้ำใจที่อุตส่าห์แนะนำผมด้วยความหวังดี
แต่สิ่งที่คุณพูดมานี้ผมได้ออกตัวไว้ก่อนแล้ว คุณพูดถูก..โลกมันก็เป็นไปตาม
ธรรมดาโลก แต่ผมกำลังอภิปรายถึงมนุษยชาติที่เข้าไปก้าวก่ายโลกต่างหาก
ซึ่งถ้ามนุษยชาติฉลาดจริงจะไม่ทำกันแบบนี้ และผมก็เชื่อด้วยว่า มนุษยชาติ
ฉลาดเฉลียว เพียงแต่ที่ผ่านมาได้รับการศึกษามาผิดทาง และอย่างเห็นแก่ตัว
ถ้าได้รับการศึกษามาถูกทางก็จะทำให้เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว และก็จะฉลาดจริง
ปัญหาทุกสิ่งก็จะแก้ไขได้ นี่คือหัวใจของเรื่องนี้ ส่วนที่คุณตีความว่า ผมอยาก
เห็นโลกเป็นไปตามความต้องการของตนเองนั้น ผมยอมรับว่า "แต่ก่อนนั้นใช่"
ผมเคยแบกโลกเอาไว้อย่างน่าดำคร่ำเครียด แต่ก็ไม่เคยเสียใจที่หลงไปเช่นนั้น
เพราะมันเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นคนพิเศษของผม ที่ไม่เอาแต่ประโยชน์
ส่วนตัว เพียงแต่ตอนนั้นผมยังโง่เขลา.. ซึ่งมาถึงวันนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นอีกแล้ว
แม้ผมจะทุ่มเทให้ปณิธานนี้ทั้งชีวิต แต่ผมก็ไม่ได้ยึดติดว่าโลกหรือมนุษยชาติ
จะมาเอาตามผม ผมก็แค่ทำหน้าที่ของผู้มีน้ำใจที่เมตตาปรารถนาดี รู้สึกห่วงใย
ในอนุชนที่จะเกิดตามมา แล้ววิพากษ์ไปตามความคิดเห็นอันบริสุทธิ์ใจเท่านั้น
ถ้าโลกไม่เอาตามผม ซึ่งผมเห็นว่าไม่รอด มันก็เรื่องของโลก และถ้าเอาตามผม
ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นการสร้างโลกใหม่ที่ดีกว่าเก่า มันก็เป็นเรื่องของโลกอีกเช่นกัน
ผมผู้ซึ่งบอกกับตัวเองว่า "กูได้ตายไปแล้ว" หามีส่วนได้ส่วนเสียกับโลกนั้นไม่ !
และที่คุณเห็นการมาร่อนเร่พเนจรของผมเป็นความลำบาก ผมได้พูดไว้ชัดแล้ว
ไม่ขอพูดซ้ำอีก แต่ที่แน่ๆ ผมจะได้ไปเที่ยวทั่วไทยยิ่งกว่าใครในประวัติศาสตร์
และถ้าไม่สิ้นลมหายใจในระหว่างทางผมก็อาจจะไปได้รอบโลกจริงๆ อีกด้วย

คำถาม. ถ้ามีคนเขามองว่า คุณมาทำแบบนี้ ก็เพราะถูกเมียทิ้งไป
แบบผู้ชายอกหัก หาอะไรทำแก้ทุกข์ คุณจะชี้แจงกับเขาอย่างไร ?
คำตอบ. เบื้องต้นนี้ผมไม่ขอชี้แจง ขอให้เขาพิจารณาข้อเสนอ ๙ ข้อของผม
อย่างเดียวจะดีกว่า มันเป็นเรื่องจริงและสำคัญที่สุดต่อมนุษยชาติจริงๆ ไหม ?
ถ้ามันไม่จริง ต่อให้ผู้นำโลกคนใดคนหนึ่งมาออกโรงเอง ก็ไม่ควรเอาด้วย
แต่ถ้ามันจริง จะไปใส่ใจผู้เสนอว่ามายังไงทำไม ? มันต้องช่วยกันอยู่แล้ว
ไม่เช่นนั้นยังจะเรียกตัวเองว่าเป็น "มนุษย์ผู้เฉลียวฉลาด" กันได้อยู่หรือ ?
ทีนี้ถ้าเขาอยากจะรู้จริงๆ ผมก็ขอชี้แจงว่า "ก็มีส่วน" เพราะผมก็มนุษย์ปุถุชน
เคยมีคู่อยู่มา ๔-๕ ปี พอเหลือตัวคนเดียว ก็ต้องมีว้าเหว่บ้าง ช่วงนั้นแหละ
เกิดมีคำถาม ๓ ข้อขึ้นมาในใจผมว่า "กลับไปบวช ? มีเมียใหม่ ? หรือ..
หาอะไรที่ดีกว่าทำ ?" บวชผมก็เคยมาแล้วตั้ง ๒๐ กว่าปี มีเมียผมก็เคยมีมา
ตั้ง ๔-๕ ปีเหมือนกัน ผมก็เลยยังไม่ตัดสินใจ เพียงแต่ก็ยังขอสงวนสิทธิ์ไว้ว่า
บางทีในวันใดวันหนึ่งผมก็อาจจะกลับไปบวช หรือก็อาจจะมีเมียอีกก็ย่อมได้
ก็เลยเหลือข้อสุดท้าย "หาอะไรที่ดีกว่าทำ ?" ซึ่งผมนึกได้ว่า "เดินทางทั่วไทย
และจะไปต่อให้รอบโลก" นี่แหละคือสิ่งที่ดีกว่า ท้าทายกว่า ก็จึงน่าทำกว่า
เพราะว่า "ลึกๆ แล้ว ตอนเป็นเด็กๆ นี่คือความใฝ่ฝันของผมเลยทีเดียว"
เท่ากับว่าได้ทำตามความใฝ่ฝันนั้นเสียที ส่วน ๙ เรื่องนี้คือของแถมที่ติดมา
ประมาณว่า "เที่ยวแบบไม่เสียเที่ยว" ก็เลยทำให้ได้มาพบปะกับผู้รู้บ้าง
ผู้ไม่รู้บ้างทั่วประเทศ และก็อาจจะทั่วโลกในที่สุดก็เป็นได้
คำถาม. ถ้าไปที่ไหนๆ เขาก็ไม่สนใจคุณ หรือถึงกับออกปากไล่
เพราะมองหรือเข้าใจว่า "คุณเป็นบ้า" คุณจะไม่รู้สึกท้อแท้บ้างเชียวหรือ ?
คำตอบ. เริ่มต้นประมาณ ๓๐๐ วันมานี้ มันก็เป็นอย่างที่คุณพูดอยู่แล้ว
แต่คนที่เขามองในแง่ดีก็มีนะคุณ สำหรับผมแล้ว "นั่นก็แค่อาการของโลก"
ถ้าผมไม่ถูกด่าไม่ถูกไล่เสียเลยนั่นแหละ ผมจะกลับบ้านทันที
เพราะแสดงว่า "ผมเข้าใจผิด คิดมากไปเอง โลกใบนี้ยังอยู่ไปได้อีกนาน"
แต่เพราะผมยังถูกด่ายังถูกไล่ ผมก็จึงกลับบ้านไม่ได้ เพราะถ้าผมกลับบ้าน
คนที่ด่าผมคนที่ไล่ผมนั่นแหละจะต้องเป็นโรคประสาทตายไปก่อนคนอื่น
และเขาเหล่านั้นได้เป็นเครื่องยืนยันสิ่งที่ผมมองเห็น "โลกนี้ไปไม่รอดแล้ว"
แล้วผมจะกลับบ้าน แล้วผมจะท้อถอยได้อย่างไร ผมก็ต้องไปให้รอบโลก

คำถาม. คุณต้องการจะไปเผยแผ่ศาสนาใช่หรือไม่ ?
คำตอบ. ไม่ใช่หรอกครับ คุณให้เกียรติผมมากเกินไป ผมไม่ใช่พระสงฆ์
ไม่ใช่บาทหลวง ไม่ใช่โต๊ะอิหม่าม ผมก็แค่นายตะวัน นักคิดนักเขียนเล็กๆ
และสิ่งที่ผมนำไปเป็นข้อสนทนา ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณอันสูงส่ง
ก็แค่เรื่องจริงเฉพาะหน้า ที่ใครๆ ก็เข้าใจได้ ถ้าไม่เพราะเห็นแก่ตัวเกินไป
ไม่เอาสีข้างเข้าถู ไม่เถียงกันแบบข้างๆ คูๆ ก็เป็นเรื่องที่ใครๆ ต่างก็รู้อยู่แล้ว
ถ้าจะพออนุโลม ก็น่าจะเป็นแค่การประท้วงเงียบของพลเมืองเล็กๆ คนหนึ่ง
ต่างกันแต่ว่า ผมเรียกร้องเพื่อโลกทั้งใบ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวผมเลย

คำถาม. นักสังคมวิทยาโดยทั่วไป เมื่อพูดถึงวิกฤตการณ์ของโลกในปัจจุบัน
ก็มักจะหยิบยกเอาวิกฤติทางศีลธรรมขึ้นมาอภิปรายเป็นข้อต้นๆ เสมอไป
แต่ทำไมใน ๙ เรื่องที่คุณนำเสนอ ไม่มีเรื่องศีลธรรมเลย เป็นเพราะว่า
คุณต้องการจะหลบเลี่ยงชื่อ "นักเผยแผ่ศาสนา" ใช่หรือไม่ ?
คำตอบ. ไม่ใช่เลยครับ ผมจะหลบเลี่ยงชื่ออันมีเกียรติสูงสุดเช่นนั้นทำไม ?
ผมก็แค่เจียมตัวอย่างจริงใจว่า ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาหาคู่ควรชื่อนั้นไม่
ส่วนข้อที่ว่าทำไมใน ๙ เรื่องนี้จึงไม่มีเรื่องศีลธรรมเป็นอีกข้อหนึ่งด้วยนั้น
อันนี้เป็นเพราะคุณติดหัวข้อจนเกินไป ทำไมผมจะไม่เห็นความจำเป็น
ที่จะต้องมีศีลธรรมอยู่ด้วยเสมอเล่า ? ท่านอาจารย์พุทธทาสก็ได้พูดเอาไว้ว่า
"ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะพินาศ" ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ผมเสนอนี้
เหตุที่ผมไม่ได้แยกศีลธรรมไว้เป็นข้อหนึ่งต่างหาก ก็เพียงเพราะมีเหตุผล
อยู่ ๒ ประการ คือ ประการแรกจะแยกศีลธรรมออกจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น
แทบเป็นอันทำไม่ได้เลย หากให้ความหมายของศีลธรรมว่า "ความถูกต้อง"
ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า ทั้ง ๙ เรื่องที่ผมเสนอตอนนี้มันเกิดมีความไม่ถูกต้องขึ้น
ผมกำลังเรียกร้องหาความถูกต้องหรือศีลธรรมให้กลับมาในทั้ง ๙ เรื่องนั่นเอง
ซึ่งถ้าจะย่อให้เหลือข้อเดียว ก็จะได้แก่ข้อ "เอาศีลธรรมกลับคืนมา" อยู่แล้ว
ส่วนเหตุผลประการที่สอง เพราะผมมองเห็นว่า ศีลธรรมไม่สามารถจะกลับมา
ได้เพียงเพราะว่าถูกใครคนใดคนหนึ่งเรียกร้อง โดยเฉพาะเรียกร้องให้คนอื่น
เป็นคนมีศีลธรรม แต่ตัวเองก็ไม่ได้เอาใจใส่ที่จะเป็นคนมีศีลธรรมเหมือนกัน
แบบที่กำลังเป็นกันอยู่ทั้งโลก ประมาณว่า "คุณต้องทำดีกับฉัน" ส่วนตัวฉัน
จะทำดีหรือไม่กับคุณก็ได้ อย่าว่าแต่แค่นี้ แม้พระสงฆ์ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธา
ก็ยกตาลปัตรให้ศีลประชาชนจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่เคยทำให้ประชาชนมีศีล
กันจริงๆ ได้สักกี่มากน้อย นั่นเป็นเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะว่า คนจะมีศีล
หรือไม่มีศีล ไม่ได้เกิดจากแค่พระยกตาลปัตรให้ศีล ซึ่งมันง่ายจนเกินไป
และถ้าเป็นอย่างนั้นได้จริง ป่านนี้คนไทยก็คงไม่มีใครจะไร้ศีล เพราะต่าง
ก็เคยยกมือรับศีลกันมาแล้วทั้งนั้น ตรงกันข้ามถ้าเพียงแต่สังคมช่วยกันสร้าง
เหตุปัจจัยอันได้แก่ ๙ เรื่องที่ผมนำเสนอนั่นเองให้กว้างขวาง จนกลายเป็นวิถี
ที่ทุกชีวิตจะต้องดำเนินไป ทำไมศีลธรรมจะไม่กลับมาเอง โดยที่ไม่จำเป็น
จะต้องไปเรียกร้องให้เสียแรงเลย สรุปว่า ศีลธรรมย่อมสำคัญที่สุดอยู่แล้ว

คำถาม. เอาแบบสั้นๆ ชัดๆ ให้เห็นจะๆ ๙ เรื่องที่คุณว่า ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป
โลกจะแหลก มนุษยชาติจะพินาศ อย่างไร ? แล้วทางออกที่คุณว่า มันจะทำ
ให้โลกรอด มนุษยชาติจะร่มเย็นเป็นสุข อย่างไร ?
คำตอบ. คนที่พ่อแม่แท้ๆ ไม่ได้เลี้ยงดู ที่ครูผู้ไร้จิตวิญญาณสอน ที่พระผู้ไม่ละ
กิเลสเทศน์ให้ฟัง ที่คนดังที่คลั่งไคล้คือพวกที่ไร้สาระ ที่ผู้ทำงานหนักยากจน
ผู้หากินบนหลังคนร่ำรวย ที่โลกร้อนขึ้นทุกวัน น้ำแข็งขั้วโลกละลายหายหมด
โดยที่ไม่มีใครเข้าใจและแก้ไขได้ตรงจุด เพราะมัวแต่แปลกแยกแตกสามัคคี
ที่ผู้คนเห็นเงินเป็นสรณะและไม่เคยเจอความสุขสงบอันแท้จริง ถูกปกครอง
โดยคนเห็นแก่ตัว ที่ใช้เงินซื้ออำนาจ แล้วเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัว
คุณลองคิดดูว่า ถ้าเป็นกันแบบนี้ ซึ่งก็เป็นกันทั่วโลกแล้ว โลกจะแหลกไหม ?
มนุษยชาติจะพินาศหรือไม่ ? สำหรับผมเห็นว่า "ไปกันแบบนี้ไม่รอดหรอก"
ก็จึงได้เสนอทางออกเอาไว้ในทางตรงกันข้ามกัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย
ขอให้ได้คนที่เป็นพ่อแม่แท้ๆ มาเลี้ยงดูลูก ได้ครูผู้มีจิตวิญญาณจริงๆ มาสอน
ได้พระผู้ละกิเลสตัณหามาเทศน์ ได้นักปราชญ์หรือนักเสียสละมาเป็นคนดัง
ที่สังคมคลั่งไคล้ ได้เห็นคนที่ทำงานหนักหรือเจ้าของผลงานที่แท้จริงร่ำรวย
ไม่ใช่ประโยชน์ไปตกอยู่ที่ผู้ฉกฉวยโอกาส ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ยั่งยืน
โดยความรู้แจ้งเห็นจริงสรรพสิ่ง ตื่นตัวตื่นใจไม่หลงใหลมัวเมา และเบิกบาน
สำราญใจด้วยปัญญาอันใสสะอาด จนสามารถชนะทุกข์และสร้างสุขด้วยจิตเอง
ทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรของโลก ได้ผู้เสียสละจริงมาบริหารประเทศ
หรือร่วมมือกันบริหารโลกให้อยู่รอดปลอดภัย "แบบนี้เท่านั้นโลกจึงจะรอดได้"
เท่านี้คงชัดเจนพอกระมัง ? เพราะมันก็ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรมิใช่หรือ ?

คำถาม. เอาละทั้ง ๙ เรื่องที่คุณว่า "มันก็จริง" มันก็เป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไขแน่ๆ
และว่าไปแล้วก็มีผู้คนรณรงค์ในเรื่องเหล่านี้กันอยู่ทั่วโลก ทำไมคุณไม่ไปร่วม
กับเขา ซึ่งน่าจะทำให้เกิดพลังมากกว่าการมาเดินคนเดียวอย่างนี้ ?
คำตอบ. เพราะคุณมองแบบวัตถุหรือแยกส่วน ก็เลยเห็นว่า ผมไม่ได้ไปร่วม
รณรงค์กับเขา แต่ถ้าคุณมองแบบเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายคุณก็จะเข้าใจได้ว่า
ผมกำลังร่วมรณรงค์อยู่กับผู้คนทั้งโลก เพียงแต่ผมรักความสงบ ชอบชีวิตสมถะ
ไม่สะดวกที่จะไปก่อม็อบกับใคร อีกอย่างหนึ่งม็อบที่มีอยู่มากมายบนโลกนี้
ส่วนใหญ่ก็เป็นม็อบวัตถุนิยมมีประโยชน์แอบแฝง หรือแม้แต่ที่บริสุทธิ์จริงๆ
ก็มักเกาไม่ถูกที่คันหรือคันตรงไหนเกาตรงนั้น อันเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ
ซึ่งย่อมจะไม่มีผลในทางยั่งยืน ถึงแก้ปัญหาได้บ้าง สักหน่อยก็ต้องกลับออกมา
ก่อม็อบขวางถนนกันอีกแบบไม่รู้จักจบจักสิ้น และซ้ำร้ายเพราะความพร่ามัว
ในปัญหา มองเห็นความเชื่อมโยงส่งผลถึงกันไม่กระจ่าง บางครั้งการก่อม็อบ
ที่หวังจะแก้ปัญหา ก็กลับกลายเป็นการก่อปัญหาใหม่ให้แก้ไขได้ยากขึ้นไปอีก
ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ เช่นม็อบทางการเมือง ที่ไปจดจ่ออยู่เฉพาะความชิงชัง
รังเกียจพวกนักการเมืองขี้โกง เห็นว่าต้องกำจัดพวกนี้ออกไป ในขณะที่ผู้คน
ส่วนใหญ่ก็ยังหลับใหลหรือโง่เขลาอยู่ เป็นช่องให้นักการเมืองขี้โกงเหล่านั้น
สามารถเกณฑ์หรือจ้างมวลชนออกมาปกป้องตัวเองได้ จนกลายเป็นสงคราม
กลางเมือง ก่อให้เกิดความแตกสามัคคีของคนในชาติและในโลกอย่างร้าวลึก
เกิดเป็นปัญหาใหม่ที่แก้ไขได้ยากยิ่งกว่า เพราะต้นตอของปัญหาที่แท้จริง
อยู่ที่ความอ่อนแอและโง่เขลาของประชาชน ซึ่งส่งผลให้เขาเลือกผู้แทนผิด
ให้เขาเสพย์ติดการช่วยเหลือ และทำให้เขาเกียจคร้านไม่คิดจะพึ่งพาตนเอง
ตราบใดความจริงระดับประชาชนเป็นอยู่เช่นนี้ ผู้แทนขี้โกงก็ย่อมจะถูกเลือก
ให้กลับมาสร้างปัญหาอยู่ร่ำไป การก่อม็อบก็จึงไม่เกิดประโยชน์ที่ยั่งยืนใดๆ
ผมจึงไม่เข้าไปร่วมกับม็อบไหนๆ แต่การที่ผมประท้วงสังคมแบบเงียบๆ นี้
ถ้าคุณมองให้ดีๆ และสังคมโลกนี้ไม่มืดบอดจนเกินไป มันก็เป็นการก่อม็อบ
ที่ยิ่งใหญ่และได้ผลในทางที่ยั่งยืนยิ่งกว่า ถ้าหากบรรดานักเคลื่อนไหวทั่วโลก
เข้าใจในสิ่งที่ผมทำ แล้วมาฉวยเอาไปส่งเสริมกิจกรรมของตนๆ ผลในทางลึก
ก็จะเกิด เป็นความร่วมมือกันโดยไม่ต้องออกไปขวางถนน คุณว่าดีกว่าไหม ?
เท่านี้คงจะพอเข้าใจแล้วกระมัง ? เพราะนี่ก็อาจจะพูดมากเกินไปอีกแล้ว
คำถาม. คุณร่ำรวยนักหรือไง ? แล้วคุณจะเอาทุนที่ไหนไปรอบโลก ?
คำตอบ. ไม่เลยครับ ผมค่อนไปทางยากจนด้วยซ้ำ แม้เป็นประธานบริษัท
ก็เป็นบริษัทเล็กๆ พอดำเนินธุรกิจไปได้ และผมก็ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายอีก
ปล่อยให้เป็นเรื่องของกรรมการผู้จัดการเขาไป ผมก็แค่ได้เงินส่วนแบ่งบ้าง
พอปลดเปลื้องภาระต่างๆ ที่พัวพันกันมา ให้หมดสิ้นไปภายใน ๖ ปี
ก่อนที่ผมจะไปรอบโลกจริงๆ ส่วนที่คุณถามว่า "จะเอาทุนที่ไหนไป ?"
ผมก็ต้องตอบว่า "เอาทุนส่วนตัว" เหมือนกับนักท่องเที่ยวทั่วไปนั่นแหละ
มีนะคุณ คนที่ให้คำแนะนำดีๆ อย่างเช่นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง
หลังจากที่สนทนาจนเข้าใจกันแล้ว เขาก็ตำหนิตรงๆ และแนะนำผมว่า
"อาจารย์กำลังทำเรื่องใหญ่ แต่ไปเอาเรื่องเล็กมาทำให้เรื่องใหญ่เสียหาย..
เพราะอาจารย์ยังถือหนังสือมาขาย ทำให้ผู้คนมองว่าอาจารย์ก็ยังเป็นพ่อค้า
จึงไม่มีใครเชื่อถือ ทำไมอาจารย์ไม่เข้าไปหาองค์กรใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อาจารย์จะได้ไม่ต้องไปนอนตามวัด
เขาอาจจัดคูปองให้อาจารย์ไปพักโรงแรมฟรี หรือ ขอให้ ปตท. สนับสนุน
ผมก็เชื่อว่า คูปองเติมน้ำมันฟรี วันละเท่านั้นเท่านี้บาท โดยเฉพาะทั่วไทย
เป็นเรื่องที่เขาน่าจะเต็มใจให้อยู่แล้ว เพราะสิ่งที่อาจารย์ทำก็เป็นเรื่องดี
ยิ่งถ้าอาจารย์ยอมให้เขาเอาสติ๊กเกอร์มาติดข้างรถที่จะวิ่งไปทั่วแผ่นดินไทย
ทำไมเขาจะไม่สนับสนุน เพราะมันเป็นการโฆษณาที่คุ้มค่าที่สุดด้วย"
แต่พอผมพูดและย้อนถามเขาว่า "ผมยินดีนะ ถ้าองค์กรใหญ่ๆ เหล่านั้น
จะเมตตาสนับสนุนผม แต่ถ้าจะให้ผมเลือก ระหว่างบากหน้าไปง้อขอเขา
กับการถือหนังสือมาเร่ขายหาสปอนเซอร์เอาเองทีละเล่มสองเล่มแบบนี้
ผมก็เลือกอย่างหลังอยู่ดี เพราะเป็นสิ่งที่ผมทำได้ทันทีโดยไม่ต้องง้อขอใคร
และแม้จะถูกมองว่าเป็นพ่อค้า ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายที่ตรงไหน ?
เพราะอาชีพจริงๆ ของผมก็คือพ่อค้ามาแต่ต้น การที่จะให้ผมไปง้อขอใคร
ในทัศนะของผมมันเสียหายยิ่งกว่าค้ากว่าขายเสียอีก แต่ถ้าเขามารู้มาเห็น
แล้วเต็มใจให้การสนับสนุนเอง ทำไมผมจะไม่ขอบคุณเขา แต่เมื่อไหร่
เขาจึงจะมารู้มาเห็นในสิ่งที่ผมกำลังทำเล่า ท่านจะไปบอกเขาหรือเปล่า ?"
คำที่ผมได้รับกลับมาก็คือ "อาจารย์ทำเองก็ต้องไปบอกเขาเอง" พูดง่ายดี
นี่ก็เป็นอาการอีกอย่างหนึ่งของผู้คนในโลก "ชอบพูด แต่ไม่ชอบทำ"
เหมือนผู้อำนวยการคนนี้ ที่คำพูดของเขา "ทำไมผมจะไม่รู้อยู่ก่อนแล้ว"
การขอเอามันง่าย แต่การได้โดยไม่ต้องง้อขอใคร แบบเขาเต็มใจให้มาเอง
มันจะไม่สง่างามกว่าหรือ ? นี่คือสิ่งที่ผมเลือก จะว่าจนแล้วยังจองหองอีก
ก็ไม่เป็นไร เพราะผมคิดของผมอย่างนี้จริงๆ "เรื่องทุนเป็นเรื่องสำคัญนะ"
ผมก็รู้.. มันสำคัญถึงขั้นกับว่า "ปณิธานที่ตั้งไว้ ถ้าหมดทุนก็หมดทาง"
เพียงแต่ผมจะไม่ไปมัวกังวลกับมัน ผมจะทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ
การตั้งเป้าหมายไว้ที่ปลายฟ้า ก็เพราะว่าทั้ง ๙ เรื่องนี้มันจะมีทางออกได้
ก็ต่อเมื่อคนทั้งโลกเห็นความสำคัญและสามัคคีแก้ไขอย่างพร้อมเพรียงกัน
สรุปว่า ผมเจียมตัวเสมอ และก็เผื่อใจเอาไว้แล้วว่า บางทีผมอาจจะตาย
สิ้นลมหายใจก่อนไปรอบโลก หรือผมอาจจะหมดทุนจนทำให้หมดทาง
หมดโอกาส หมดความสามารถที่จะเดินทางต่อไปได้ ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย
สิ่งที่ผมทำได้ ก็คือ "อย่าท้อ" และจะเดินทางต่อไปจนลมหายใจสุดท้าย

คำถาม. พ่อแม่พี่น้องหรือลูกเมียของคุณเขาว่าอย่างไร ?
คำตอบ. ผมเล่าไว้ในตอน "ต้นสายและปลายทาง" แล้ว ตรงนี้ขอสรุปว่า
พ่อแม่ที่แก่ชราย่อมห่วงใยผมเป็นธรรมดา แต่ก็ชินชากับการพลัดพราก
จากลูกชายคนนี้มากว่า ๓๐ ปีแล้ว และผมก็มีพี่ชายคนโต ที่มีลูก ๒ คน
ซึ่งต่างก็แต่งงานมีหลานให้แล้ว ทั้งหมดอาศัยอยู่ในครอบครัวใหญ่
และล้วนแต่เอาใจใส่ "ปู่ย่า" เป็นอย่างดีเยี่ยม ทำให้ผมมีจิตปล่อยวางได้
ส่วนเมียผมเคยมีมา ๔-๕ ปี แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว โดยที่เราไม่มีลูกด้วยกัน
ทำให้ผมไม่มีภาระผูกพัน มีชีวิตอิสระเสรี เปิดโอกาสให้มาทำอย่างนี้ได้

คำถาม. คุณเคยบวชนาน กลับไปบวชใหม่จะไม่มีประโยชน์กว่าหรือ ?
คำตอบ. ถ้าผมจะบวชใหม่ ผมก็ต้องบวชเป็นพระสงฆ์ในศาสนาพุทธอีก
ก็คงจะได้ประโยชน์บ้างในหมู่ชาวพุทธด้วยกัน ข้อนั้นผมก็พอเห็นอยู่
แต่พี่น้องร่วมโลกที่นับถือศาสนาอื่นๆ น่าจะเปิดใจกว้างรับฟัง ๙ เรื่องนี้
จากคนที่เป็นชาวบ้านด้วยกันอย่างผมมากกว่า และผมยังเห็นต่อไปอีกว่า
เรื่องความอยู่รอดของโลก ไม่ใช่เรื่องของคนที่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง
แต่เป็นเรื่องของทุกคนบนโลกนี้ ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา จะต้องสามัคคีกัน
ผมเห็นว่า "โลกไปไม่รอดแล้ว" ก็เท่ากับผมเห็นว่า "ทุกคนใกล้จะตาย"
ในเมื่อทุกคนกำลังจะตาย จะมาแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งศาสนากันอยู่ทำไม ?
ยิ่งถึงกับรบราฆ่าฟันกัน ทั้งๆ ที่หลงตนว่า "เป็นมนุษย์ผู้มีความฉลาดล้ำ"
แล้วมันจะต่างอะไรกับ "ไก่ในเข่ง" ที่ถูกขนไปฆ่ารวมกัน ก็ยังไม่รู้สึกตัว
มัวจิกตีกันเองอยู่ อย่างน่าสมเพชที่สุด มนุษยชาติกำลังเป็นเช่นนี้ไหม ?
สรุปว่า ผมมีศรัทธาในศาสนาเสมอ แต่เรื่องการกลับไปบวชขอพักไว้ก่อน

คำถาม. คุณไม่กลับไปบวช ก็เพราะคุณยังอยากจะมีเมียอีกใช่ไหม ?
คำตอบ. คำถามของคุณจับเอาเรื่องคนละเรื่องมาปะปนกัน บวชก็คือบวช
มีเมียก็คือมีเมีย ไม่ได้เจาะจงลงไป คนไม่บวชแต่ก็ไม่มีเมียก็มีมากมาย
มันไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แต่ถือว่าผมเข้าใจคำถามของคุณ
ก็แล้วกัน คุณต้องการจะถามผมว่า "คุณยังอยากมีเมียอยู่..ใช่หรือไม่ ?"
ผมก็จะตอบคุณตรงๆ ว่า "ทำไมผมจะไม่อยากมี" ผมก็เป็นแค่สัตว์เพศผู้
ตัวหนึ่ง ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าใคร แต่สิ่งที่คุณจะต้องเข้าใจต่อไปอีกก็คือ
คนมีปัญญาย่อมจะรู้อยู่ว่า "ไม่มีใครสมอยากหรือสมหวังไปหมดทุกอย่าง
ตามที่ตนปรารถนา" ความอยากมีเมียก็เป็นแค่ความอยากหนึ่งของผม
ซึ่งอาจจะยังเหลือความอยากอื่นๆ อีกมากมาย เช่น อยากดี อยากทำ
อยากให้ อยากเห็นสังคมโลกดีขึ้น อยากเห็นเพื่อนร่วมโลกสุขสงบมากขึ้น
ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันก็เป็นความอยากที่ไม่น้อยไปกว่าการอยากมีเมียเลย
คุณก็คงจะเห็นได้เองว่า อยากดี อยากทำ อยากให้ ผมสมอยากเองได้
เพราะแค่ผมทำดี ทำสิ่งมีประโยชน์ และเสียสละให้สังคม ผมก็สมอยากแล้ว
ส่วนอยากมีเมีย ผมสมอยากได้ยาก ไม่รู้ว่าจะมีผู้หญิงที่อยากตรงกันกับผม
หลงเหลืออยู่บ้างไหม ? หรือถึงมีก็ยังไม่รู้อีกว่า "ผมจะเจอเธอหรือไม่ ?"
นอกจากนี้ ถ้าแม้เจอเธอแล้ว เธอจะปิ๊งผมหรือเปล่า ? โอ๊ย..ยากเกินไป
ผมไม่หวังดีกว่า สุดแต่ฟ้าดินก็แล้วกัน มันก็มีอยู่แค่นี้ พอกันทีนะครับ
เพราะมันไม่เกี่ยวข้องกันกับ ๙ เรื่องที่ผมชวนชาวโลกให้หันมาสนใจเลย
หรือเอายังงี้ ถ้าคุณสนใจมันนัก เมื่อผมตอบไปตามความเป็นจริงแล้วว่า
ผมก็ยังอยากมีเมียอยู่ แต่ตัดใจมาทำในสิ่งที่ขัดขวางตัวเองให้มีเมียใหม่ได้
ยากขึ้นไปอีก เพียงเพราะอยากเห็นสังคมดีขึ้น อยากเห็นเพื่อนมนุษย์สงบสุข
คุณก็ยิ่งสมควรจะเห็นใจผม แล้วสนับสนุนสิ่งที่ผมทำให้มากขึ้นจะดีกว่า !
ส่วนผมอาจจะมีเมียใหม่ หรืออาจจะต้องโดดเดี่ยวตลอดไป ก็ปล่อยให้มัน
เป็นไปเหตุปัจจัยในอนาคต หรือแล้วแต่ฟ้าดินจะลิขิต อย่างนี้ดีกว่าไหม ?

คำถาม. ถ้ามีคนเขากล่าวหาว่า "คุณอยากดัง" คุณจะแก้ตัวอย่างไร ?
คำตอบ. คุณใช้คำผิด ทำไมผมจะต้องไปแก้ตัว ในเมื่อผมไม่มีความผิด
อะไร และจะต้องไปรังเกียจทำไมกะอีแค่คำว่า "อยากดัง" ถ้าแม้หาก
ผมอยากดังจริงๆ มันจะเสียหายตรงไหน ? เพราะความอยากดังของผม
ก็คงจะอยากเพื่อประโยชน์ของคนทั้งโลก ไม่ใช่เพื่อเอาอะไรมาใส่ตัวเอง
อย่างแน่นอน อีกอย่างหนึ่ง ถ้าผมจะย้อนถามคุณว่า "ถ้ามีคนให้สัญญา
กับคุณว่า แค่คุณยอมตาย เขาจะเอาชื่อของคุณไปทำให้ดังให้จงได้"
พูดง่ายๆ ให้คุณยอมตายเพื่อความดัง คุณจะยอมไหม ? เห็นไหมว่า
คุณเองก็ไม่ยอม เพราะความดังมันจะมีประโยชน์อะไรกับคนตายไปแล้ว
ฉันใดก็ฉันนั้น ผมก็เหมือนกัน ก่อนจะตัดสินใจออกมารอนแรมอย่างนี้
ก็ได้บอกกับตัวเองไปแล้วว่า "กูตายไปแล้ว" แม้แต่ชีวิตผมก็ยังไม่เยื่อใย
แล้วทำไมกะอีแค่ความอยากดังมันจะมามีแก่นสารบันดาลใจของผมได้
ถ้าอยากดัง ผมก็ไม่หวังให้ "กูดัง" ดอก ผมต้องการเพียงแค่อยากทำให้
เรื่องสำคัญที่สุดของมนุษยชาติ ๙ เรื่องนี้ได้โด่งดังไปทั่วโลกเท่านั้นเอง
ซึ่งมันย่อมจะมีคุณค่ายิ่งกว่า "คนใดคนหนึ่งดัง" อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

คำถาม. เพิ่งมาได้ยินจากคุณเป็นครั้งแรกที่ระบุว่า มหาวิทยาลัยแห่งแรก
ของไทย ไม่ใช่จุฬาลงกรณ์ และว่า ป.ธ.๙ เป็นปริญญาเอก ไม่เท่ากับว่า
คุณพูดเอาเองเพราะอยากเป็นดอกเตอร์ไปดอกหรือ ?
คำตอบ. ผมขอยืนยันความเห็นทั้ง ๒ เรื่องนั้น ส่วนประชาชนคนไทย
เจ้าของประเทศนี้จะเห็นด้วยกับผมหรือไม่ ? ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปสนใจ
เพราะผมออกตัวไปแล้วว่า "คนตายไปแล้วไม่มีส่วนได้เสียกับใครอีก"
ส่วนข้อที่ว่าผมพูดเอาเอง ผมก็ต้องขอยืนยันไปตามความเห็นเดิมนั่นเองว่า
ถ้าตามตำราปัจจุบันเขาก็ว่า จุฬาลงกรณ์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย
ซึ่งผมเองก็ยอมรับให้เฉพาะ "แบบตามก้นฝรั่ง" เท่านั้น ไม่ใช่แห่งแรกจริงๆ
มหาวิทยาลัยแห่งแรกจริงๆ ของไทย ผมก็ยังเห็นว่า "วัดหาธาตุ สุโขทัย"
และตาม พรบ.๒๕๒๗ ซึ่งผมมองว่าคนผู้ร่วมกันร่างอ่อนด้อยความเป็นไทย
ป.ธ.๙ หรือเปรียญเอก ก็ถูกลดฐานะให้เป็นปริญญาตรีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เพียงแต่ผมแสดงตัวออกมาว่า "ข้าไม่ยอมรับ" ซึ่งก็ไม่ใช่จะมีแค่ผมคนเดียว
เพราะก็ได้ยินมาเป็นระยะๆ ว่า มีการดำริจะคืนฐานะปริญญาเอกให้ ป.ธ,๙
แสดงว่าเรื่องนี้ก็ต้องมีคนที่ไม่ยอมรับและต้องการให้แก้ไขอยู่จำนวนไม่น้อย
ส่วนที่ว่าไม่ใช่เพราะผมอยากจะเป็นดอกเตอร์ไปดอกหรือ ? ผมขอไม่ตอบ
เพราะถ้าผมตอบว่า "ไม่" คุณก็คงไม่เชื่อ แต่ถ้าตอบว่า "ใช่" ก็ไม่ตรงกับ
กุศโลบายที่ผมบอกกับตัวเองไปแล้วว่า "กูตายไปแล้ว" ในเมื่อกูได้ตาย
ไปแล้ว จะมีใครมาเป็นคนอยากอีก คนตายแล้วจะเป็นดอกเตอร์ไปทำไม ?
อนึ่ง เพราะผมไม่ยอมรับ พรบ.ฉบับนั้น และยังยืนยันไปตามความเห็น
อันบริสุทธิ์ใจว่า ป.ธ.๙ หรือเปรียญเอก ก็คือปริญญาเอก มาตั้งแต่โบราณกาล
ผมก็จึงถือว่า "ตนเองก็ได้ปริญญาเอกหรือเป็นดอกเตอร์ที่แท้จริง" อยู่แล้ว
ยิ่งหลังจากที่ผมเคยรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ให้คนอื่นได้เป็นดอกเตอร์หลายคน
ก็ยิ่งทำให้ผมดูหมิ่น "ดอกเตอร์" ทั่วไปว่า "ได้ง่ายกว่า ป.ธ.๙ เป็นไหนๆ"
แต่มันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่คุณหรือสังคมควรต้องมาสนใจในเรื่องของผมนัก
ควรไปสนใจว่า "ป.ธ.๙ เป็นเปรียญเอกหรือปริญญาเอกคู่ชาติไทยจริงไหม ?"
และว่า "สมควรจะสถาปนามหาวิทยาลัยแห่งแรกขึ้นมาใหม่ที่จังหวัดสุโขทัย
เพื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่ามีมาแล้วกว่า ๗๐๐ ปี คู่กับชนชาติไทย
ซึ่งเป็นชนชาติที่เก่าแก่อีกชนชาติหนึ่งของโลก รื้อฟื้นกันขึ้นมาจะดีไหม ?"
อย่างนี้จะดีกว่า มีประโยชน์กว่า และเป็นการใช้สติปัญญามากกว่าเป็นไหนๆ

นอกจากนี้ก็ยังมีคำถามอีกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ฟังแล้วก็วุ่นวาย
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะตอบ มันก็แค่ "ความสอดรู้เรื่องชาวบ้าน"
ซึ่งเป็นอาการของ "สมอง" ที่มันเอาแต่คิดๆๆๆ โดยไม่มีทิศไม่มีทาง
หรือถามแบบส่งๆ ไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้สนใจจริงจัง โดยเฉพาะไม่หวัง
ที่จะเอามาเป็นความรู้สำหรับนำกลับไปพัฒนาตนเองแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเอาไปใช้เป็นความรู้เพื่อช่วยกันพิทักษ์โลกให้อยู่รอด
เป็นอันว่า "คำถามเหล่านั้นไม่น่าตอบ" ถ้ามีคำถามมาใหม่ที่น่าตอบอีก
ผมก็จะนำมาตอบภายหลัง สำหรับเวลานี้มีคำถามคำตอบไว้เพียงเท่านี้ก่อน

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณทุกท่านที่มีเมตตาและไมตรีให้ผมเข้าพบ
สละเวลาสนทนากับผมด้วยอัธยาศัยอันงาม และยังมีมากมายหลายท่าน
ที่สนับสนุนด้วยการ "ซื้อหนังสือสปอนเซอร์ผม" อันเป็นการให้กำลังใจที่ดี
นอกจากนี้ผมก็ขอขอบทุกคุณท่านที่แม้จะรำคาญผมหรือกระทั่งด่าว่าขับไล่
ที่ท่านยังยับยั้งชั่งใจ ไม่ถึงกับไล่กัดเหมือนหมา สรุปว่า ท่านยังเหมือนคน
อันยังทำให้ผมพอมีความหวังอยู่ว่า "โลกใบนี้ยังพอมีช่องทางจะรอดได้"

Loading...

ปัจจุบันทันข่าวเรื่องราวรอบตัว

จากหลากหลายแหล่งข่าว เอามาแจกกันอ่าน โปรดใช้วิจารณญาณ
วิเคราะห์ข่าวสารด้วยสติปัญญาของแต่ละคนเอง โดยอิสระเสรีเถิด

คลิกด้วยช่วยค่าเดินทาง