แสงเงินแสงทองของโลกใหม่
แสงเงินแสงทองของโลกใหม่
ถึงโดยปรมัตถ์สรรพสิ่งรวมทั้งสรรพสัตว์ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปโดยเหตุปัจจัยเชื่อมโยงส่งผลถึงกัน "เช่นนั้นเอง"
แต่..ในทางชีววิทยาสรรพชีวิตล้วนดิ้นรนหรือวิวัฒนาการไปสู่ภาวะสมบูรณ์เสมอ
ในทางศาสนาสรรพสัตว์ต่างบ่ายหน้าไปหาพระเจ้าหรือพระนิพพานด้วยกันทั้งนั้น
ในทางสังคมก็ล้วนมีอุดมธรรมหรือสันติสุขและสันติภาพเป็นจุดหมายปลายทาง
กล่าวคือสรรพสิ่งในสากลจักรวาลล้วนมีวิวัฒนาการไปสู่สภาวะที่ดีกว่าเก่าเสมอ
ความบกพร่อง ล้มเหลว เลวทราม สับสน หรือท้อถอยใดๆ ในระหว่างหนทางนี้
ก็จึงเป็นเพียงความเผลอไผลหรือไขว้เขวไปในห้วงเวลา หนึ่งๆ เท่านั้นเอง
พอได้สติ พอจิตแจ่มใส ฟื้นพลังกาย คืนพลังใจ ก็จะดำเนินไป สู่เป้าหมายต่อไปอีก
อันเป็นธรรมดาของชีวิต ศาสนา และสังคม ตลอดถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกิดตามกันมา
หากจะมีคำถามว่า ในระหว่างหนทางนั้น ไม่ต้องให้มีความพกพร่อง
เป็นต้นเลยมิได้หรือ ?
คำตอบก็คือ "เป็นไปไม่ได้" เพราะธรรมชาติมันย่อมเป็นเช่นนั้นเอง
เหมือนจะห้ามไม่ให้มีเมฆหมอกมาบดบังท้องฟ้าเสียเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้
แต่เมฆหมอกทั้งหลายก็ไม่ได้มีอยู่อย่างถาวร ไม่นานก็จะระเหยหายสลายตัวไป
พูดง่ายๆ ก็คือสรรพสิ่งย่อมไม่เป็นไปตามที่ใจของใครจะไปคิดเอาหวังเอาเองได้
มีแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยรอบด้านที่เชื่อมโยงส่งผลถึงกันอยู่ตามธรรมชาติแท้ๆ
แม้มีบางครั้งบางทีจะเกิดพอดิบพอดีกับความคิดความหวังบ้าง นั่นก็เป็นเพราะว่า
ความคิดความหวังนั้นไปสมพงษ์กันเหตุปัจจัยตามธรรมชาติดังกล่าวแล้วนั่นเอง
มนุษย์ผู้ขาดการศึกษา จึงเป็นคนน่าสงสาร เพราะมีชีวิตแบบคิดเอา หวังเอา
แล้วซัดเซไปมาตามยถากรรม ซึ่งในที่นี้ไม่มียกเว้นกระทั่งคนที่จบปริญญาเอก
ซึ่งมีสมองประดุจเป็นคลังดาต้าอันมหาศาล แต่ตราบใดที่ใจของเขายังหมกมุ่น
ครุ่นคิดด้วยความคาดหวังต่างๆ นานา มากกว่าการใช้สติและปัญญาอย่างแท้จริง
ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ขาดการศึกษาอยู่ตราบนั้น
ในทางตรงกันข้าม แม้ตามียายมาที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ถ้าประสบการณ์
ในชีวิตการงานกับธรรมชาติแวดล้อมกล่อมเกลาให้แกรู้จักคุมความคิดความหวัง
ของตนเองได้ รู้จักใช้สติและปัญญาแท้ๆ ด้วยการเห็น ความจริงอันมาปรากฏอยู่
เฉพาะหน้าแล้วยอมรับปรับตัวกับมันได้ ไม่หมกมุ่น ครุ่นคิด มีจิตที่ปลอดโปร่ง
เบาสบาย จะคิดการใดๆ ก็ชัดเจนเห็นจริง ดุจแสง ตะวันยามท้องฟ้าไร้เมฆหมอก
ฉะนั้น แม้แกจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ที่คนเมาดาต้าหาว่าแกโง่ แต่โดยเนื้อแท้
แกกลับเป็นผู้ที่มีการศึกษาดียิ่งกว่าใครๆ
โลกทุกวันนี้มันจะไปไม่รอด ก็เพราะคนที่แม้จะจบปริญญาก็กำลัง
ขาดการศึกษาอยู่นี่เอง เพราะขาดการศึกษา ห่างสติ ไกลปัญญา
เอาแต่เมาดาต้าที่สุมกบาลตัวเองอยู่ และถาโถมโจมตีมาจากทุกทิศทุกทาง
ผ่านไอทีไฮเทคโนโลยีที่พากันสร้างมันมา ทำให้มนุษยชาติกำลังสมองบวม
เพราะพิษดาต้า หาที่ว่างซึ่งก็จำเป็นแทบไม่มี ก็จึงทำให้เอาแต่คิดเอาแต่หวัง
อย่างไม่มีเหตุผล หรืออย่างสับสนปนเปสะเปะสะปะกันไปหมด ก็เลยทำให้
โลกทั้งใบวุ่นวายไปตามความสับสนของผู้คนที่อาศัยมันอยู่นั่นเอง
เพราะขาดการศึกษา ห่างสติ ไกลปัญญา ก็จึงลืมตัว มัวเมา
เป็นทาสกิเลสตัณหา มากไปด้วยความเห็นแก่ตัว กลัวจน กลัวเจ็บ
กลัวแก่ กลัวตาย อย่างคนขี้ขลาด เลยเอาความรู้ความสามารถอันมีอยู่
แค่น้อยนิดมารับใช้กิเลสตัณหาเช่นนี้ไปเสียหมด ยิ่งคนที่จบปริญญา
หรือกระทั่งเป็นดอกเตอร์ก็ยิ่งมีวิธีรับใช้กิเลสตัณหาได้สลับซับซ้อนกว่า
คนอื่นๆ ขึ้นไปอีกเท่านั้น ว่าโดยเนื้อแท้แล้วก็จึงไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย
กิเลสตัณหาเป็นธรรมดาฝ่ายเลวของโลก จะเห็นได้ว่าอารยธรรม
ตะวันตกจำนน ยอมให้ผู้คนมีกิเลสตัณหาได้โดยไม่รังเกียจกัน ด้วยการอ้าง
หลักสิทธิมนุษยชน เมื่อปล่อยให้ผู้คนมีกิเลสตัณหาได้เต็มที่
ทรัพยากรที่มีก็จึงไม่พอกับกิเลสตัณหา เกิดการยื้อแย่งกันเอง จนต้องมีกติกา
สังคมหรือกฎหมายเข้ามา ควบคุมมากมาย ซึ่งก็พออยู่กันมาได้
แต่ก็ไม่เคยรู้จักคำว่า “พอ” เพราะไม่รู้จักระงับดับกิเลสตัณหาของตนบ้าง
ในที่สุดก็จึงต้องปล้นเอาของผู้อื่น ประเทศอื่น จนถึงอีกซีกโลกหนึ่ง
อย่างที่เป็นที่เห็นกัน
ส่วนอารยธรรมตะวันออกไม่จำนน ไม่ยอมให้ผู้คนมีกิเลสตัณหา
ด้วยการชิงชังรังเกียจคนที่มีกิเลสตัณหาจัด จึงเกิดมีวิธีการสารพัดในการ
ที่จะขจัดกิเลสตัณหาของตนเอง ทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดก็พอแบ่งปัน
กันได้ครบ สังคมก็สงบ เลยไม่ค่อยจำเป็นจะต้องมีกติกาสังคมหรือกฎหมายใดๆ
มาคอยควบคุมมากนัก
แต่ก็ยังมีจุดอ่อนหรือจุดไขว้เขวไป ตรงที่มักจะพากันเข้าใจผิดคิดว่า
ความอยากความต้องการหรือความหวังเป็นกิเลสตัณหาไปเสียทั้งหมด
ก็เลยพาล พากันลด พากันเลิกความอยากความต้องการหรือความหวังทุกชนิด
ไปเสียหมด โดยไม่รู้จักแยกแยะเอาเสียเลย ทำให้ชีวิตและสังคมสุดโต่งไปอีกทาง
อย่างที่นักปราชญ์ฝ่ายตะวันตก ดูหมิ่นว่า ด้อยการพัฒนา ล้าหลัง
หรือเป็นอุปสรรคต่อความเจริญมั่งคั่ง ดังที่รู้ๆ กันอยูห่แล้ว
ในที่สุด "บัณฑิตจน" อย่างคนซีกตะวันออก ก็จึงตกเป็นเหยื่อ "คนพาลรวย"
อย่างคนซีกตะวันตก โดยง่ายดาย พูดให้เห็นง่ายๆ ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา
คนซีกโลกตะวันออกมัวแต่หลับหูหลับตาจะลดละเลิกกิเลสตัณหาของตัวเองให้ได้
ในขณะที่คนซีกโลกตะวันตกพอกพูนกิเลสตัณหากันอย่างเต็มที่ ทำให้วัตถุเจริญ
แบบทะลุดินทะลุฟ้า ก็ยังไม่รู้จักพอ เลยข้ามมาปล้นเอาจากคนซีกโลกตะวันออก
ผู้อ่อนแอ ไม่รู้จักปกป้องตัวเอง เพราะมัวแต่หลับหูหลับตาอยู่ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
โลกทุกวันนี้จึงไม่มีคำอื่นใดที่จะให้นิยามได้ชัดเจนยิ่งกว่า "โลกแห่งกิเลสตัณหา"
เพราะเบื้องหลังความมั่งคั่งทางวัตถุตลอดถึงไอทีไฮเทคโนโลยี ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น
ล้วนแต่มีกิเลสตัณหาเป็นเจ้านายคอยไสหัวผู้คนทั้งโลกซึ่งตก เป็นทาสของมันอยู่
แม้จะมีเรื่องสติปัญญามากำกับไว้บ้าง แต่สุดท้ายก็เพื่อรับใช้ กิเลสตัณหาอยู่นั่นเอง
สติปัญญาเป็นธรรมดาฝ่ายดี แต่โลกทุกวันนี้กลับเอามาเป็นข้ารับใช้กิเลสตัณหา
ซึ่งเป็นธรรมดาฝ่ายเลวไปเสีย โลกก็จึงมืดมน สับสน วุ่นวาย ใกล้จะพินาศป่นปี้
ทางแก้ไขควรแต่ต่อนี้ไป ทำอย่างไรให้กิเลสตัณหากลับมาเป็นฝ่าย
ต้องคอยรับใช้สติปัญญาเสียบ้าง ซึ่งจะเป็นทางรอดของโลก
เพราะแค่ให้สติปัญญาเป็นเจ้านาย ความสับสนวุ่นวายก็จะคลี่คลายสลายลง
โลกทั้งโลกก็จะสว่างไสว สดใส เบิกบาน
พึงสังเกตว่า ผมยังยอมให้มีกิเลสตัณหาอยู่ต่อไป ซึ่งอาจถือได้ว่า
นี่คือข้อแตกต่างระหว่างปณิธานเดินทางพลิกแผ่นดินกับปณิธานทางศาสนา
ผมก็จึงได้ออกตัวว่า ไม่ใช่เรื่องศาสนา โดยเฉพาะแบบอาศัยศรัทธาเที่ยวชวน
ผู้คนให้หันมานับถือเลย แต่เป็นเรื่องการเอาความจริงที่ต่างก็รู้ๆ กันอยู่แล้ว
ทั้งโลกมาพูดคุยกันให้มันชัด และปฏิบัติได้ โดยอาศัยสติและปัญญา
ซึ่งเป็นธรรมดาฝ่ายดี และต่างก็มีอยู่แล้วเช่นกัน
หากเปรียบสติปัญญาเป็นท้องฟ้าอวกาศ
กิเลสตัณหาก็เป็นเมฆหมอกที่มาบดบัง
ทั้งท้องฟ้าอวกาศและเมฆหมอกต่างก็เป็นธรรมชาติธรรมดาที่ต้องมี
อยู่ด้วยกันไป จะห้ามไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่มี ย่อมเป็นไปไม่ได้
แต่มันก็มีความจริง ปรากฏว่า ท้องฟ้าอวกาศเป็นสิ่งที่มีอยู่ถาวร
หรือราวกับว่าถาวร เพราะไม่แปรปรวนไปไหน
ส่วนเมฆหมอกเป็นของชั่วคราว เพราะเกิดมาจากเหตุปัจจัย
รอบด้านปรุงแต่งขึ้น แล้วไม่นานก็ระเหยหายสลายไปหรือเปลี่ยนรูปไป
ไม่คงที่ ในไม่ช้าไม่นานเลย
โดยรูปของมันกิเลสตัณหาก็เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืนและเอาแน่นอนไม่ได้
พอมนุษยชาติคิดพลาดหลงไปรับใช้มันเข้า ผลที่ได้รับก็คือมนุษยชาติเอง
ก็จะต้องคลอนแคลนไปตามมันด้วยเป็นเรื่องธรรมดา
และนี่ก็คือภาพของโลกทั้งใบที่กำลังเป็นกันอยู่ ซึ่งไม่มีอะไรซับซ้อน
เกินกว่าที่จะทำความเข้าใจได้ เป็นแค่ผงเข้าตา หรือเส้นผมบังภูเขาเท่านั้นเอง
ถ้าแค่มนุษยชาติฉลาดพอแล้วจับกิเลสตัณหาที่มีตามธรรมดามา
เป็นลูกน้องของตนแล้วรับใช้สติปัญญาไปด้วยกัน ภาพของโลกก็จะเปลี่ยนไป
ในทันที จากที่คลอนแคลนก็จะมั่นคงยั่งยืน จากที่สับสนวุ่นวายก็จะคลี่คลาย
สงบสุข เพราะสติปัญญาโดยตัวของมันเองเป็นสิ่งที่มั่นคง ยั่งยืน จริงแท้
แน่นอน เสมอไป
นับจากวันที่คนพาลรวยมาย่ำยีบัณฑิตจน โลกตะวันตกมาครอบงำ
โลกตะวันออก เกิดผลร้ายขยายตัวไปทั่วโลก แต่อีกด้านหนึ่งก็ส่งผลดี
ทางวัตถุไอทีไฮเทคโนโลยีแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งโลกด้วย ซึ่งช่วยให้คนทั้งโลก
สามารถสื่อสารถึงกันได้อย่างง่ายดาย
และโดยเนื้อแท้แม้โลกจะกำลังเดินทางผิด ก็เพียงเพราะความหลงผิด
คิดพลาดไปเท่านั้น อันที่จริงโดยส่วนลึกต่างก็ปรารถนาความสมบูรณ์พูนสุข
ให้กับตนเองและสังคมนั่นแหละ และในมุมมองของผม
นี่คือ "แสงเงินแสงทองของโลกใหม่" อย่าง ไม่ต้องสงสัยเลย
ขอแค่มนุษยชาติรู้จักใช้ไอทีไฮเทคโนโลยีที่มีอยู่
และที่จะพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปในทางที่ถูกที่ควรและอย่างคุ้มค่า
เท่านั้น ที่ผ่านมาผู้ใหญ่ก็ไปมัวแต่เสียเวลาสาละวนกันอยู่แต่ว่า จะทำอย่างไร
ถึงจะลบภาพโป๊หนังเปลือย และเกมลามกสกปรกรุนแรงออกไปจากอินเตอร์เน็ตได้
ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีทางจะไปลบได้หมด และอาจจะไม่จำเป็นนัก
ส่วนเด็กและเยาวชนก็สนใจแต่สิ่งลากมกมัวเมาเหล่านั้นจริงๆ
แต่ถ้าแค่ทำความเข้าใจและรับมือมันให้ได้ก็น่าจะเพียงพอ
ผู้ใหญ่ก็ไม่ต้องเสียเวลาอย่างนั้น เพราะมันก็คือปรากฏการณ์อันเป็นความจริงแท้
ของโลกอย่างหนึ่ง ซึ่งในบางแง่มุมมันก็ช่วยเพิ่มสติปัญญาให้เด็กได้ด้วยซ้ำไป
ควรเอาเวลามาใส่ใจว่า ตนเองได้ให้ความอบอุ่นและภูมิคุ้มกันอันถูกต้องดีงาม
ให้กับลูกหลานหรือลูกศิษย์ของตนเพียงพอหรือยัง ? เพราะถ้าเพียงพอจริงๆ
สิ่งลามกมัวเมาเหล่านั้นมันก็ทำร้ายเด็กไม่ได้หรอก เพราะมันออกจะตรงไปตรงมา
ถ้าเด็กมีปัญญาและมีภูมิคุ้มกันพอมันก็จะไม่มาก่อปัญหาใดๆ ได้
ส่วนเด็กที่ขาดความรักความอบอุ่น อะไรๆ ก็เป็นอันตรายอยู่แล้ว
อีกอย่างหนึ่งสิ่งลามกเหล่านี้มันก็ช่วยให้ผู้มีสติปัญญาตื่นตัวขึ้นมา
เห็นความเป็นจริงของโลกๆ ว่า คนส่วนหนึ่งเขากำลังมัวเมากันอยู่อย่างนั้น
เราจะช่วยปลุกเขาให้รู้ ตื่น เบิกบานได้ ด้วยวิธีการไหน และจะต้องใช้
ความเพียรพยายามสักเพียงใด เป็นต้น
เมื่อไม่ต้องไปสาละวนตามแก้ไขในสิ่งที่คนอื่นทำไว้ ก็จะมีเวลามาริเริ่ม
สร้างสรรค์งานตนเอง เช่น มาเร่งผลิตสื่อหรือเว็บไซต์ที่ส่งเสริมความดี
สร้างสรรค์ความงาม และสื่อสารความจริง เติมเข้าไปในสื่อไอทีนี้ให้มากๆ
ถ้าผู้คนบนโลกทั้งซีกตะวันตกทั้งซีกตะวันออก ซึ่งไม่มีอะไรที่แตกต่าง
กันเกินไปอีกแล้ว รีบหันมาตื่นตัวร่วมกันใช้ไอทีไฮเทคโนโลยีกันอย่างถูกต้อง
และคุ้มค่ากันจริงๆ แสงเงินแสงทองของโลกใหม่ก็จะทอแสงได้ในไม่ช้า
และไม่ใช่เรื่องที่เหลือวิสัยเลย
ก่อนหน้านี้โลกซีกตะวันตกก็สุดโต่งไปทางหนึ่ง โลกซีกตะวันออกก็สุดโต่ง
ไปอีกทาง และต่างก็เชื่อว่าความคิดของตัวเองถูกต้อง โดยไม่ช่องทาง ใดๆ
จะสื่อสารถึงกันได้ เพราะภาษาที่ใช้ก็แตกต่าง ภูมิศาสตร์ก็เหินห่าง
ประวัติศาสตร์ก็สะสมมาคนละทาง แล้วสุดท้ายก็ตัดสินกันด้วยสงคราม
ความรุนแรง โลกตะวันตกซึ่งเป็นผู้ชนะก็บังคับให้โลกตะวันออกผู้แพ้สงคราม
เอาตามอย่างตัวเอง อะไรที่ซีกโลกตะวันตกคิดว่าดีก็มายัดเยียดให้
ซีกโลกตะวันออกเห็นว่าดีตามไปด้วย ผลก็คืออารยธรรมตะวันออก
ถูกบ่อนทำลาย สูญหายไปเป็นอันมาก ที่ยังเหลือร่องรอยนับว่าน้อยเต็มที
แต่ก็ยังถือว่าดี เพราะยังมีรากเหง้าฝังอยู่ใต้ดิน พร้อมจะแตกหน่อก่อใบ
ขึ้นมาใหม่ได้ทุกเมื่อ ขอเพียงแค่ได้ใส่ปุ๋ยรดน้ำพรวนดินให้มันใหม่เท่านั้นเอง
สิ่งที่ผมอภิปรายมานี้ไม่ใช่สิ่งที่ยังไม่เกิด ที่จริงทั่วทั้งโลกกำลังฟื้นตัว
หันมาสนใจรากเหง้าแห่งอารยธรรมตะวันออกกันมากขึ้น และได้เริ่มต้นมา
นานแล้ว และที่น่าจับตาก็ตรงที่ว่า การตื่นตัวครั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากผู้คน
ในซีกโลกตะวันตกด้วยซ้ำ ที่เริ่มเห็นภาวะตีบตันของปรัชญาตะวันตก
ที่อาจจะไม่ใช่ทางออกของโลกอีกต่อไป เพราะยิ่งใช้ก็ยิ่งส่งผลร้ายให้กับโลก
ตลอดมา เพียงแต่การไหลบ่าแห่งอารยธรรมตะวันตกที่ถาโถมมาจากทุกทิศ
เป็นเวลาหลายร้อยปีนั้นก็รุนแรงเหลือเกิน จนทำให้โลกทั้งใบยับเยินไปมาก
นี่คือภยันตรายแห่งความหลงผิด ซึ่งร้ายแรงกว่าภัยธรรมชาติเสียอีก
อดีตไม่ควรไปติดใจ ปัจจุบันและอนาคตเป็นสิ่งสำคัญกว่า
และถึง เวลาที่คนทั้งโลกจะได้หันหน้ามาปรึกษาหารือกันอย่างจริงจัง
โดยอาศัยช่องทางไอทีไฮเทคโนโลยีที่แสนวิเศษนี้ ส่งเสริมของดี
และสะสางของเสียของแต่ละฝ่าย บูรณาการกันมาเป็น อารยธรรมใหม่
สำหรับใช้ร่วมกันทั้งโลก โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกอารยธรรมเก่าแต่อย่างใด
คือสามารถใช้ร่วมกันไปได้ อย่างหลากหลายอยู่นั่นเอง
การเรียนรู้ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์แบบนี้ ย่อมจะทำให้ซีกโลกตะวันตก
ที่บูชา "สิทธิมนุษยชน" กลับไปทบทวนตัวเองใหม่ ว่าสิทธิเสรีภาพที่พากันบูชา
หนักหนานั้น มันคืออิสระเสรีที่แท้จริง โดยไม่มีอะไรคอยไสหัวอยู่ข้างหลัง
จริงๆ หรือ ? ซึ่งคำตอบก็คือ "ยังไม่ใช่" เพราะคนส่วนใหญ่ล้วนถูกกิเลสตัณหา
อันมากเกินไปไสหัวอยู่ทั้งนั้น ความงมงายในสิทธิมนุษยชนทื่อๆ ก็จะลดน้อยลง
ซึ่งเห็นได้จากมีชาวตะวันตกจำนวนไม่น้อยและนับวันจะมากขึ้นๆ หันมาสนใจ
ศึกษาปรัชญาตะวันออกกันอย่างเอาจริงเอาจัง ดังที่กล่าวมาแล้ว
ส่วนซีกโลกตะวันออกที่ชิงชังรังเกียจกิเลสตัณหา ปรารถนาความหลุดพ้นจากทุกข์
และมุ่งหวังโลกอุดร อันเป็นเรื่องจิตจนเกินไป ก็จะได้กลับมา ทบทวนว่า
กิเลสตัณหา ก็เป็นแค่ธรรมดาโลก ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด พอเห็นชัดเจน
ฝ่ายกิเลสตัณหา ก็จะเข้าใจในฝ่ายสติปัญญาได้อย่างแจ่มแจ้ง จนแยกแยะได้ว่า
"ความอยากอื่นๆ" ที่ไม่ใช่ตัณหาก็มีอยู่ เช่น ความอยากดี อยากให้ อยากช่วยเหลือ
อยากสร้างสรรค์ อยากจรรโลงโลก เป็นต้น เป็นคนละอยากกันกับกิเลสตัณหา
ที่เป็นความอยากได้ อยากเอา อยากกิน อยากเสพ อยากบริโภค อยากใช้สอย
อยากอยู่สบายๆ เป็นต้น พอรู้เข้าใจอย่างชัดเจนเห็นจริงแบบนี้ ก็จะยังลดละเลิก
ความอยากแบบกิเลสตัณหาให้เบาบางน้อยลงกันต่อไป แต่ก็จะไม่ลืมเพิ่มพูน
ความอยากแบบสติปัญญาขึ้นมาให้มากๆ อีกทางหนึ่งด้วย อันจะแก้ไขจุดอ่อน
ของโลกซีกตะวันออกนั่นเองก่อน ทั้งจะช่วยให้โลกซีกตะวันตกเข้าใจ
ปรัชญาตะวันออก ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ด้วย
บูรณาการแห่งโลกซีกตะวันตกกับโลกซีกตะวันออกอันประกอบ
ด้วยสติและปัญญา ที่มองเห็นความเป็นจริงแห่งเหตุปัจจัยรอบด้าน
อันเชื่อมโยงส่งผลถึงกันและกันอยู่ โดยปราศจากอคติและความมัวเมา
นั่นคืออารยธรรมแห่งโลกใหม่ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกล เพราะมีแสงเงินแสงทอง
สาดส่องขึ้นมาแล้ว รอแต่มนุษยชาติจะตื่นตัวขึ้นมาเท่านั้น
ทั้งนี้ก็จะต้องไม่เกิดรบราฆ่าฟัน กันเองให้พินาศย่อยยับไปหมดทั้งโลกเสียก่อนด้วย
ซึ่งก็ประมาทไม่ได้ หรือจะปล่อยเอาไว้แบบที่เห็นที่เป็นกันอยู่นี้
ก็ไม่ได้อยู่นั่นเองดังที่ได้อภิปรายมามากแล้ว "แบบที่เห็นแบบที่เป็นอยู่นี้
โลกกำลังเดินผิดทาง" เพียงแต่ท่ามกลาง การเดินทางผิดนั้น
มันยังมีจุดเปลี่ยนที่พร้อมจะพลิกแผ่นดินได้อยู่ตลอดเวลา
เช่น ในท่ามกลางการเมาดาต้าอันมหาศาลของผู้คนทั้งโลกนั้น ก็ยังมีจุดเปลี่ยนได้
หากมนุษยชาติรู้จักคัดสรรดาต้าอันมหาศาลนั้นมาใช้สร้างโลกใหม่ก็จะง่ายดายด้วย
แสงเงินแสงทองของโลกใหม่ก็จึงทอขึ้นมาฝ่าเมฆหมอกที่สืบมาจากโลกเก่านั่นเอง
มีคนเคยถามผมว่า "อารยธรรมแห่งโลกใหม่อันบูรณาการโลกทั้งใบ
เข้าด้วยกันควรจะเป็นเช่นไร ?" ผมได้ตอบไปว่า "ควรจะเหมือนกับสามีภรรยา
ที่เวลาอยู่ต่อหน้าผู้คน ก็จะวางตัวแบบผู้ดี มีมารยาทเรียบร้อย เชิดหน้าชูตาในสังคม
แต่พออยู่กันสองต่อสอง ในที่ลับตาคน ก็จะพากันซุกซนหรือปรนเปรอกัน
อย่างสุดเหวี่ยง ซึ่งไม่หนักกบาลใครเลย" บางคนทักว่า "ลามกหรือเปล่า ?
หยาบคายเกินไปไหม ?" ผมก็จะตอบว่า "ไม่รู้ แต่มันควรจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ"
อารยธรรมตะวันออกจะช่วยให้รู้จักควบคุมตัวเองแบบผู้ดี มีระเบียบ เรียบร้อย
เข้ากับสังคมได้อย่างกลมกลืน ด้วยการคิดดี พูดดี ทำดี อย่างมีสติ ปัญญาที่รอบด้าน
และอารยธรรมตะวันตกจะช่วยให้รู้จักตักตวงความสุขหรรษาให้กับตนและคนที่ตนรักได้
โดยไม่มีข้อติดขัด เขินอาย หรือตะขิดตะขวางใจ ด้วยความยึดมั่นถือมั่นจนเกินไป
บรรดาคนดีผู้มีการศึกษาโดยทั่วไปในปัจจุบันก็เป็นกันอยู่แล้ว ไม่ได้ลามกอะไร
และถ้าฟังด้วยดี พิจารณาต่อไปให้ลึกซึ้ง ก็จะเห็นได้ว่า ผมกำลังพูดไปถึงทุกเรื่องทุกราว
ของทุกคนบนโลกนี้ โดยยกเอาสามีภรรยาคู่หนึ่งมาเป็น ตัวอย่างเท่านั้นเอง
ดังที่กล่าวมาแล้วว่าธรรมชาติของสรรพสิ่งมีวิวัฒนาการไปสู่สิ่งที่ดี กว่าเก่าเสมอ
แม้ในบางขณะมันจะหลงทางไขว้เขวไปบ้างก็ตาม เฉกเช่นเดียว กับโลกนี้ที่ผ่านมา
ได้หลงเมาดาต้าแล้วพากันหลงทางมาหลายศตวรรษ แม้ในห้วงเวลานี้ก็ยังสับสน
จนบางทีก็แทบมองไม่เห็นช่องทางว่า จะกลับเข้าหาทางที่ถูกที่ควรได้อีกอย่างไร
แต่ผมก็มั่นใจว่า อีกไม่นานเกินไป ในเมื่อมนุษยชาติเฉลียวฉลาดจริง ถึงในที่สุดแล้ว
ก็จะต้องพากันหันมาแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด และช่วยกันเพิ่มพูน สิ่งที่ดีงามได้
อย่างแน่นอน เด็กๆ ส่วนใหญ่ที่เกิดมาในโลกใบนี้ก็จะมีพ่อแม้บังเกิดเกล้าเลี้ยงดู
เป็นครูคนแรกอีก ต่อจากนั้นก็ได้รับการศึกษาที่ถูกต้องจากครูอาจารย์
ผู้มีจิตวิญญาณครูอย่างแท้จริง โดยมีศาสนาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและสติปัญญา
ให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจ แล้วได้รับการหล่อหลอมกล่อมเกลาจากสื่อในสังคม
ให้มีค่านิยมอันถูกต้องดีงาม ไม่ผิดฝาผิดตัว เติบโตขึ้นเป็นคนรักดี ซื่อสัตย์สุจริต
มีจิตสาธารณะ มีน้ำใจเสียสละ และยึดถือความเที่ยงธรรม มีความรู้แจ้งเห็นจริง
ในสรรพสิ่งอย่างเท่าทัน ทำให้สามารถอยู่กับธรรมชาติได้ อย่างสอดคล้อง
และสร้างสรรค์ นอกจากนั้น ยังตามทันกระแสจิตหรือความคิดของตนเอง
เป็นผู้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ข่มกิเลสตัณหาได้ และไล่ตามทันกระแสเหตุปัจจัย
อันเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายส่งผลถึงกันและกันอยู่ จนมองเห็นความเป็นอนัตตา
ของสรรพสิ่งได้อย่างไม่มีความสงสัยใดๆ ต่อไปอีก อันจะทำให้จิตปล่อยวาง
ทุกอย่างได้โดยง่าย กล้าจน กล้าเจ็บ กล้าแก่ และกล้าตาย คือหมดความกระวน
กระวายในชีวิต มีจิตที่เป็นอิสระแท้ จนสามารถดำรงอยู่ได้โดยพึ่งพาอาศัยวัตถุ
น้อยที่สุด คือต้องการใช้ทรัพยากรเพื่อตัวเองน้อยที่สุดนั่นเอง ก็เลยทำให้มีเหลือไว้
เผื่อแผ่ผู้อื่นหรือเอาไว้ใช้เป็นส่วนรวมได้เพียงพอหรือมากขึ้น สังคมโลกก็จะร่มเย็น
เป็นสุข ปกครองกันง่าย มีอธิปไตยอย่างทั่วถึง และอย่างลึกซึ้ง คือแต่ละคนก็จะมี
อธิปไตยอยู่ในตนเองอย่างเพียงพอ ไม่ก่อปัญหาให้โลกใบนี้อีก โลกก็จะมั่นคงยั่งยืน
น่าอยู่อาศัยไปได้อีกนานแสนนาน หรือจนชั่วอายุขัยของมันนั่นเอง
ลักษณาการดังว่ามานี้ ไม่ใช่สิ่งที่เลื่อนลอย เป็นไปไม่ได้ แต่มันมีวี่แววอยู่แล้ว
ในบัดนี้ เพราะธรรมชาติของสรรพสิ่งล้วนผลักดันตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แม้ว่า
บางเวลาจะสับสนไปบ้าง อย่างโลกเราทุกวันนี้ แต่ก็ยังมีสิ่งดีๆ ที่มนุษยชาติได้
สะสมมาด้วย หนึ่งในสิ่งนั้นคือไอทีไฮเทคโนโลยีที่แสนวิเศษนี่แหละ เพราะมันได้
บันดาลให้โลกทั้งใบกลายเป็นแผ่นดินเดียวกันเสร็จสมบูรณ์ไว้ก่อนแล้ว ผมมองว่า
นี่คือแสงเงินแสงทองของโลกใหม่ ที่ขอแค่มนุษยชาติฉลาดจริงและไม่ประมาทแล้ว
ก็ย่อมจะร่วมมือร่วมใจกันใช้ความสามารถอันสูงสุดช่วยกัน "พลิกแผ่นดิน"
กลับขึ้นมาได้อย่างแน่นอน
ขอให้ทุกพลังจิตและทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลจักรวาลอภิบาลโลกใบนี้ ให้น่าอยู่อาศัย
เป็นที่พึ่งของสรรพชีวิต เป็นที่รองรับของสรรพสิ่ง ไปตราบ นานเท่านาน.. เทอญ.
- ล็อกอิน เพื่อแสดงความคิดเห็น








