อธิปไตยบนกองเลือด

๙. อธิปไตยบนกองเลือด
(อำนาจและการอำนวยความเสมอภาคในสังคม)

ทุกตารางนิ้วบนโลกใบนี้ เดิมทีไม่มีใครเป็นเจ้าของ
และหากจะพูดกันโดยสัจจะแท้ๆ แม้ทุกวันนี้ก็หามีเจ้าของจริงๆ ไม่ ?
แต่ละบุคคล แต่ละชุมชน แต่ละประเทศ ที่จับจองอาณาเขตเป็นของตนนั้น
ที่แท้ก็เป็นแค่การสมมติและยอมรับกันเองเฉพาะในหมู่มนุษย์ฝ่ายเดียว
หรืออาจจะมีอยู่ในหมู่สัตว์อื่นบ้างประปราย แต่ก็ไม่ได้ชัดเจน
ไม่ได้เป็นหลักเป็นฐาน ไม่ได้เป็นจริงเป็นจัง อย่างในหมู่มนุษย์เลย

ส่วนสรรพสัตว์และสรรพสิ่งซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่บนโลกใบนี้
ต่างก็ไม่ได้มายึดถือหรือรับรู้ว่า "บริเวณนี้เป็นอาณาเขตของใคร"
ล้วนอาศัยเกิดแก่เจ็บตายไปบนโลกเพียงชั่วระยะเวลาแห่งชีวิตของตนๆ
โดยไม่ได้เข้าไปกะเกณฑ์ก้าวก่ายโลกใบนี้ที่เป็นธรรมชาติแท้ให้เสียหาย
แต่มนุษย์ผู้ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเองเป็นเจ้าของเสียอีกกลับมีแต่บ่อนทำลาย
ด้วยการเข้าไปก้าวก่ายกะเกณฑ์กับโลกใบนี้เสียปี้ป่น จนไม่น่าอยู่อาศัยอีก

ผมขออภิปรายขึ้นต้นตอนนี้ โดยชี้ให้เห็นสัจจะพื้นฐานเอาไว้แบบนี้ก่อน
เพราะผมเชื่อว่า "ถ้ามนุษยชาติฉลาดจริง ก็จะต้องไม่ทิ้งสัจจะเดิมแท้อันนี้"
เมื่อเกิดมีปัญหาใดๆ ระหว่างมนุษย์ด้วยกันหรือระหว่างเผ่าพันธุ์กับสัตว์อื่น
หากมนุษยชาติรู้จักกลับมาตั้งต้นบนความเข้าใจในความจริงแท้อันนี้แล้ว
การแก้ไขหรือคลี่คลายปัญหาก็จะดำเนินไปได้อย่างถูกทางและเหมาะสม
ถ้าถึงที่สุด ก็จะสามารถยุติสงครามระหว่างกันในทุกระดับได้อย่างสิ้นเชิง
เพราะถ้าต่างคนต่างเข้าใจในความจริงแท้และต่างคนต่างจริงใจต่อกันแล้ว
สาเหตุ เหตุผล หรือข้ออ้างที่จะก่อให้เกิดสงครามความยัดแย้งย่อมไม่มี
เพราะต่างก็รู้ดีว่า "สงครามไม่ดีเลย การยื้อแย่งกันไม่เฉลียวฉลาดเลย"

สู้พูดคุยกันดีๆ แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย และอยู่ร่วมกันไปอย่างสงบสุขจะดีกว่า
และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปันกันอยู่กันกินกันใช้สอยอย่างพอเพียง จะฉลาดกว่า
แม้การแก่งแย่งแข่งขันจะเป็นสัญญาณหนึ่งของสิ่งมีชีวิต แต่ถ้ารู้จักคิดว่า
นั่นเป็นอาการของสัตว์เดรัจฉานที่ยังเห็นแก่ตัวจัด อันเป็นเครื่องบ่งชี้ถึง
ความป่าเถื่อน ไร้ซึ่งอารยธรรม ก็จะรู้สึกสลดใจ

หากมนุษยชาติต้องการเขียนประวัติศาสตร์ให้ตนเป็นผู้มีอารยธรรมจริงๆ
ก็จะต้องลดละเลิกความป่าเถื่อนอันนี้ลงไปให้ได้ พูดให้เห็นแบบง่ายๆ ก็คือ
ถ้าแย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันพิสวาท แย่งอำนาจกันครอง
แบบนี้เป็นแค่สัตว์ผู้โง่เขลาและป่าเถื่อน ไม่ใช่มนุษย์ผู้มีอารยธรรมเลย
ต่อเมื่อรู้จักแบ่งอาหารกันกิน ปันถิ่นกันอาศัย คู่ใครคู่มัน อยู่กันด้วยกติกา
อย่างนี้จึงจะเรียกได้ว่า "เป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง มีสติปัญญา มีอารยธรรม"
เป็นการเขียนประวัติศาสตร์ให้คนหรือมนุษย์นี้ต่างจากสัตว์ เดรัจฉานได้จริงๆ
ไม่ใช่เก่งแค่ไอทีไฮเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว ส่วนมิติอื่นๆ ของชีวิตโง่หมด
ทำให้มีวิถีชีวิตที่ซับซ้อน เคร่งเครียด ขาดสุข และสับสนหนัก ขึ้นไปยิ่งกว่า
สัตว์เดรัจฉานเสียอีก เช่น ไก่ไม่ต้องกินยานอนหลับ แต่ในสังคมมนุษย์
ยานอนหลับกลับขายดี หมาขี้เรื้อนก็ไม่ฆ่าตัวตาย แต่ในสังคมนมนุษย์
คนที่จบดอกเตอร์ก็ยังฆ่าตัวตาย แสดงว่าไอทีไฮเทคโนโลยีไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ทั้งยังอาจจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนนอนไม่หลับและฆ่าตัวตายก็เป็นได้

เมื่อคุณภาพจิตของมนุษย์ทั้งโลกนี้ไม่ได้ดีไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน ทั้งยังมี
วิวัฒนาการของความเห็นแก่ตัวเข้มข้นขึ้นไปกว่านั้นอีกหลายเท่า
พอมารวมกันเป็นกลุ่ม เป็นชุมชน เป็นประเทศชาติ ก็จึงรวมไม่ได้จริง
ยิ่งรวมกันเป็นโลกก็ยิ่งยังห่างไกล เป็นการรวมกันแค่ขอให้ตัวเองได้อยู่รอด
ให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์จากการรวม ไม่ใช่รวมเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ตราบใดที่มนุษย์ส่วนใหญ่ยังเป็นอยู่เช่นนี้ ต่อให้มีวิธีการปกครอง
หรือบริหารกลุ่มชุมชนประเทศชาติและโลกอย่างไร ด้วยระบอบไหนๆ
มันก็ไปไม่รอดหรอก ดังนั้น หากจะมีบางกลุ่มบางชุมชนหรือบางประเทศ
เขาเลือกระบอบเผด็จการ ก็อย่าเพิ่งไปกล่าวหาเขาว่า "เขาป่าเถื่อน ล้าสมัย
หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน" ควรดูให้ดีๆ ก่อนว่าเขาเผด็จการด้วยอะไร
ถ้าหากเป็นเผด็จการโดยธรรม คือเอาธรรมะหรือความถูกต้องจริงๆ
มาเผด็จการ มันก็ไม่ได้ เลวร้ายอะไรเลย

เสรีนิยมหรือประชาธิปไตยที่ไม่ประกอบด้วยธรรมของผู้คนที่ล้วน
เห็นแก่ตัวนั่นต่างหากที่อันตรายยิ่งกว่า ดูอย่างประเทศของผมนี้
โบราณกาลนานมาเผด็จการโดยกษัตริย์ ซึ่งส่วนใหญ่เราโชคดี
ได้พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงธรรม บ้านเมืองก็สงบร่มเย็นดีตามอัตภาพ
แห่งยุคนั้นๆ นานๆ ทีก็จึงจะมีทรราชย์ ให้ประชาชนอยู่ร้อนนอนทุกข์
สักยุคหนึ่ง ซึ่งก็จะครองอำนาจอยู่ได้ไม่นาน
แต่พอกระแสเสรีนิยมหรือประชาธิปไตยไหลบ่ามาจากซีกโลกตะวันตก
ประเทศของผมก็เอาตามเขาด้วย แต่เอาตามแบบแฟชั่น เข้าไม่ถึงสาระเลย
บ้านเมืองของผมก็จึงลงเอยด้วยความสับสนวุ่นวายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้จักจบ
ทำให้ทหารได้ข้ออ้างเข้ามายึดอำนาจรัฐประหารใช้เผด็จการเป็นระยะๆ
แบบโดยธรรมบ้าง ไม่โดยธรรมบ้าง อย่างนี้เรื่อยมาจนค่อนศตวรรษแล้ว

ขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ก็เป็นห้วงเวลาที่ประเทศของผม แตกสามัคคี
อย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน โดยสาเหตุมาจากผู้นำรัฐบาลยุคประชาธิปไตย
ถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอรัปชั่น บริหารราชการแผ่นดินเอื้อประโยชน์ส่วนตัว
เกิดมีคนกลุ่มเสื้อเหลืองออกมาต่อต้านเรือนแสนเรือนล้านไปทั่วประเทศ
ในที่สุดทหารก็เข้ามายึดอำนาจรัฐประหารอีก โดยคราวนี้ไม่ง่ายเหมือนเก่า
เพราะผู้นำรัฐบาลที่ถูกยึดอำนาจไป เป็นมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของประเทศ
ได้ใช้เงินชักจูงหรือจ้างคนมาสร้างมวลชนขนกันมาเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงต่อต้าน
เผด็จการเรือนแสนเรือนล้านไปทั่วประเทศอีกเช่นเดียวกัน พังละสิประเทศ
ของผม เพราะคนเห็นแก่ตัวไม่กี่คน บวกคนทั้งชาติที่ไม่เอาไหน กำลังนำไปสู่
“อธิปไตยบนกองเลือด” อย่างอเน็จอนาถ นี่นะหรือคือประชาธิปไตย ?

อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่ประเทศของผม เพราะทุกวันนี้สื่อไอทีทั่วถึงกันทุกมุมโลก
ก็ได้เห็นได้ยินไม่เว้นแต่ละวันว่า ความรุนแรงแบบนี้ได้ระบาดไปทั่วทั้งโลกา
ถ้ามนุษยชาติมีสติปัญญาหรือเฉลียดฉลาดจริง แล้วเป็นแบบนี้ได้อย่างไร ?
นี่เป็นคำถามที่ท้าทายในสังคมไอทีไฮเทคโนโลยี และยังไม่มีใครให้คำตอบได้
ทั้งที่อันที่จริงก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร มันมีคำตอบง่ายๆ ยิ่งกว่า ทุกเรื่องที่ผ่านมา

ก็แค่ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นแก่ตัว หรืออำนาจอธิปไตยไปตกอยู่ในกำมือ
ของคนเห็นแก่ตัวกว่า อธิปไตยบนกองเลือดมันก็เป็นสิ่งที่ไม่มีทาง
จะหลีกเลี่ยงไปได้ และเพียงคนส่วนใหญ่ไม่เห็นแก่ตัว หรืออย่างน้อยๆ
อำนาจอธิปไตย ก็ควรตกไปอยู่ในมือของคนที่ไม่เห็นแก่ตัว คนที่เสียสละจริงๆ
การบริหาร ปกครองชุมชนประเทศชาติหรือทั้งโลกก็จะเป็นไปเพื่ออำนวย
ความเสมอภาค ให้กับทุกคนในสังคม ซึ่งถ้าถึงที่สุดแล้ว ก็จะเป็นประชาธิปไตย
ที่มีประชนชน เป็นใหญ่ได้อย่างแท้จริงเอง เพราะคนไม่เห็นแก่ตัว
ก็จะไม่ต้องการมีอำนาจไว้ข่มใคร ที่อาสาเข้ามาบริหารชุมชนประเทศชาติ
และโลกนั้น เพราะมีจิตสาธารณะแท้ๆ ซึ่งแม้ชีวิต ก็เสียสละได้ ประสาอะไร
กับหัวโขนที่สวม เมื่อถึงสถานการณ์จำเป็นจึงลงจากตำแหน่งง่าย ไม่ไปเกณฑ์
ประชาชนมารบรากัน เพื่อปกป้องตัวเองเลย สังคมจะต้องสร้างค่านิยมใหม่
โดยการยกย่องผู้เสียสละเช่นนี้ว่า เป็นวีรบุรุษ เฉกเช่นล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗
ในประเทศของผม เพราะทรงเสียสละ อำนาจและประโยชน์ส่วนพระองค์
เพื่อประเทศชาติได้ และสังคมควรจะเห็นตรงกันว่า คนที่ทำทุกวิถีทาง
โดยไม่คำถึงความผิดชอบชั่วดี เพื่อจะเข้าสู่อำนาจหรือเพื่อรักษาอำนาจไว้
ไม่ใช่วีรบุรุษเลย แต่เขาคือบุคคลอันตรายต่างหาก

ถ้าสังคมมีสติปัญญาหรือเฉลียวฉลาดจริง ต้องไม่ปล่อยให้เขาเข้าไป
สู่อำนาจหรือครองอำนาจอยู่ได้ เพราะจะทำให้อธิปไตยกลายเป็นกองเลือด
เป็นอันว่า เรื่องอำนาจอธิปไตยในทุกระดับ ทั้งชุมชน ประเทศชาติ และทั้งโลก
เป็นเรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง ที่มนุษยชาติจะปล่อยให้เป็นไปแบบนี้ไม่ได้
เพราะจะบ่อนทำลายสังคมมนุษย์ให้ทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆ หรือจะก่อให้เกิด
ความรุนแรงหลากหลายรูปแบบขึ้นมาในสังคมมนุษย์อย่าง ไม่หยุดไม่หย่อน

และวิธีแก้ไขก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แค่จะต้องทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ ไม่เห็นแก่ตัว
ซึ่งก็โดยกลับไปเอาใจใส่ในข้อเสนอ ๘ ข้อที่ผ่านมากันอย่างเอาจริงเอาจังนั่นเอง
ทั้งนี้ในขณะที่ยังไม่ถึงเป้าหมายนี้ อย่างน้อยๆ ชุมชนประเทศชาติ และโลกใบนี้
จำเป็นจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้คนดี คนที่ไม่เห็นแก่ตัว หรือคนที่เสียสละจริงๆ
ได้เข้าสู่อำนาจ ไม่ใช่แค่มีเงิน มีอิทธิพล ก็ชนะการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งอาจจะต้องมา
รื้อวิธีการเลือกตั้งกันใหม่หมด อันเป็นภาระของนักรัฐศาสตร์ จะต้องช่วยกันคิดว่า
จะมีวิธีใดบ้างที่จะทำให้การเลือกตั้งนำไปสู่การได้คนดี คนที่เสียสละจริงๆ เข้าไป
มีอำนาจ เพื่อจะได้อำนวยความเสมอภาคในสังคม และในทุกระดับได้อย่างแท้จริง
อันจะทำให้โลกใบนี้มีสันติภาพที่เป็นรูปธรรม อย่างชัดเจน และได้เร็วยิ่งกว่าข้อใดๆ

ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ ประชากรส่วนใหญ่ของโลก จะต้องมีความเห็นเป็นไป
ในทิศทางเดียวกันว่า ความเห็นแก่ตัวไม่ใช่สิทธิเสรีภาพ แต่เป็นความชั่วร้าย
เพราะขัดแย้งกับหลักความเป็นจริงตามธรรมชาติ ที่ล้วนเชื่อมโยงส่งผลถึงกัน
และเข้าไม่ได้กับหลักศีลธรรม ที่มีความไม่เห็นแก่ตัวเป็นรากฐาน

ความไม่เห็นแก่ตัวหรือความคำนึงถึงส่วนรวมต่างหาก ที่เป็นทั้งสิทธิและเป็นทั้งหน้าที่
ความเห็นแก่ตัวเป็นเรื่องของความหลงผิด เป็นการปล่อยจิตไปตาม อำนาจกิเลส
หากมองให้ลึกซึ้งแล้ว คนเห็นแก่ตัวก็ไม่ได้มีเสรีภาพอะไร เพราะจิตของเขาได้สูญเสีย
ความเป็นตัวของตัวเองไปอยู่ใต้การบังคับบัญชาของกิเลสตัณหาไปก่อนแล้ว

ถ้ามนุษยชาติยินยอมหรือเห็นดีเห็นงามให้ผู้คนเห็นแก่ตัวได้เสรี
ก็คือการสนับสนุนหรือยอมจำนนให้กิเลสตัณหามามีอำนาจเหนือมนุษย์ได้
นั่นเอง และถ้าถึงกับยอมรับให้คนเห็นแก่ตัวซึ่งก็ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย
เพราะถูกกิเลสตัณหาครอบงำอยู่ เข้ามาเป็นผู้มีอำนาจบริหารชุมชน
ประเทศ ชาติ และโลกได้แล้ว ก็เท่ากับว่ามนุษยชาติยินดีหรือยอมจำนน
ให้กิเลสตัณหาเป็นผู้มีอำนาจบังคับบัญชาโลกนั่นเอง
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น และหลายแห่งบนโลกนี้ก็กำลับเป็นเช่นนั้นอยู่
มันก็ต้องวุ่นวาย จนกว่าประชาชนหรือผู้คนส่วนใหญ่จะตื่นขึ้นมา
ด้วยสติปัญญาแล้วพลิกแผ่นดินได้ ให้คนเห็นแก่ตัวอยู่ในวงจำกัด
หมดโอกาสที่จะมามีอำนาจ และสนับสนุนส่งเสริมให้คนไม่เห็นแก่ตัว
คนที่เสียสละแท้ ได้มามีอำนาจแทน การใช้อำนาจของโลก ก็จึงจะเป็นไป
เพื่อคนส่วนใหญ่หรือคน ทั้งหมดได้อย่างแท้จริง เป็นอธิปไตย
บนกองเงินกองทอง กองความสุข กองความสมหวังของประชาชนพลโลกจริงๆ
ความเดือดร้อนวุ่นวายก็จะไม่มี หรือมีก็น้อยที่สุด อยู่ในวงจำกัดมากที่สุดนั่นเอง

สรุปว่า คุณสมบัติของผู้ใช้อำนาจที่ขาดไม่ได้ก็คือ "ความไม่เห็นแก่ตัว"
ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ อาจจะขาดได้บ้าง ซึ่งสามารถหาเอาจากผู้ร่วมงานอื่นๆ ก็ได้
แต่ความไม่เห็นแก่ตัว ความเสียสละแท้จริง เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด
ที่มนุษยชาติจะต้องเอาใจใส่ในเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจหรือการมอบ อำนาจให้ผู้ใด
เพื่อให้อธิปไตยเป็นไปเพื่อประโยชน์ของปวงชนและของสังคมโลกได้อย่างแท้จริง
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง

Loading...

ปัจจุบันทันข่าวเรื่องราวรอบตัว

จากหลากหลายแหล่งข่าว เอามาแจกกันอ่าน โปรดใช้วิจารณญาณ
วิเคราะห์ข่าวสารด้วยสติปัญญาของแต่ละคนเอง โดยอิสระเสรีเถิด