คนรวยผู้ยากไร้

๘. คนรวยผู้ยากไร้
(อาชีพ การดำรงเผ่าพันธุ์ และคุณภาพชีวิต)

เรื่อต่อไปคืออาชีพ การดำรงเผ่าพันธุ์ และคุณภาพชีวิต
ซึ่งมีความสำคัญ ที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง และโดยสัญชาตญาณตื้นๆ
ก็เป็นธรรมดาที่สรรพสัตว์จะเรียง เอาเรื่องนี้ไว้ก่อนเรื่องอื่นอยู่แล้ว

คำว่า "อาชีพ" ในที่นี้ผมขอให้ความหมายแบบง่ายๆ ก่อนว่า
"การเอาตัวเองให้รอดก่อน" ได้แก่การทำให้ตัวเองมีอาหารกินพออิ่ม
มีเครื่องนุ่งหุ่มพออุ่น มีที่อยู่พออาศัย และยามเจ็บไข้ก็มียาพอรักษาโรค

คำว่า "การดำรงเผ่าพันธ์" อันนี้ก็ขอให้ความหมายแคบๆ ก่อนว่า
"การมีครอบครัว" ได้แก่การอยู่กันแบบคู่ผัวตัวเมีย และการมีลูก
แล้วก็มีหลาน มีเหลนไว้สืบสกุล คือมีผู้ดำรงเผ่าพันธุ์ไม่ให้ขาดสาย

ส่วนคำว่า "คุณภาพชีวิต" นี่แหละที่คงจะให้ความหมายไม่ง่ายนัก
โดยเฉพาะให้ตรงกับความประสงค์ของทุกชีวิต เพราะแต่ละคนก็ย่อมจะมี
มาตรฐานหรือค่าคุณภาพของตนเองแตกต่างกันออกไป ที่จะพอให้
ความหมายได้ในที่นี้ก็คือ "การมีชีวิตที่ดี สะดวกสบายทั้งกายและใจ
มีพลานามัยสมบูรณ์ มีปัจจัยในการดำรงชีวิตพอเพียง"

ถ้ามนุษยชาติมีความต้องการในปริมาณที่พอดีเท่าที่กล่าวมานี้
ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร และทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ก็ยังพอเพียง
ให้เลี้ยงมนุษยชาติและสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ไปได้อีกนานแสนนาน
การยื้อแย่งแข่งขัน การเอารัดเอาเปรียบกัน มันก็จะเบาบาง แม้มีบ้าง
อย่างน้อยๆ ก็ไม่มากไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งเราประณามมันว่าโง่

แต่ในความเป็นจริง สังคมมนุษยชาติกำลังน่าอนาถยิ่งกว่าสัตว์ใดๆ
เพราะไม่ใช่แค่แย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันพิศวาส
แย่งอำนาจกันครอง แบบตรงไปตรงมา ตามธรรมดาของสัตว์โลก
แต่มนุษยชาติผู้มีความฉลาดล้ำ กำลังใช้ความฉลาดนั้นไปทางเลวร้าย
ด้วยเล่ห์เพทุบายอันสลับซับซ้อน อย่างที่สัตว์เดรัจฉานมันไม่มี

นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างก็รู้ก็เข้าใจในปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างดี
เช่น ต่างก็ยอมรับว่า "ทรัพยากรมีน้อยลง ขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้น"
แล้วก็ชี้ว่า "นั่นคือมูลเหตุที่ทำให้เกิดการแก่งแย่งกัน" และปัจจุบัน
ก็ยังหาทางออกไม่ได้ ในเศรษฐศาสตร์ จึงปล่อยให้แย่งกันอยู่อย่างนั้น
โดยอ้างว่า "เป็นธรรมดาของสัตว์โลก" ซึ่งก็คือยอมจำนนนั่นแหละ
แล้วจะเรียกตัวเองว่า "มนุษย์ผู้ฉลาด" ทำไม ? เพราะไม่เห็นมีอะไร
ต่างจากสัตว์เดรัจฉานเลย

ถ้ามนุษย์ชาติฉลาดจริงก็จะต้องไม่แย่งกัน เลิกการแก่งแย่งแล้วมา
รู้จักแบ่งปัน นั่นแหละจึงจะสมควรเรียกตัวเองว่าเป็นมนุษย์ผู้ฉลาดล้ำ
กว่าสัตว์เดรัจฉาน เหตุที่เศรษฐศาสตร์ยังหาทางออกไม่ได้ ก็เพราะ
เศรษฐศาสตร์ก็ยังเมาวิธีการแสวงหาความจริง โดยอิงหลักการทาง
วิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว ซึ่งผมเคยได้อภิปรายมาแล้วว่า "มันติดอยู่
แค่ดาด้า" หรือ "คว้าความจริงได้แค่เงา" โลกทั้งโลกก็จึงตีบตัน
หาทางออกไม่เจอ อย่างที่เห็นอย่างที่เป็นกันอยู่

เอาละ..ผมจะไม่ชวนให้ทิ้งวิทยาศาสตร์ไปเสียทั้งหมด
เพราะข้อดีมันก็มีอยู่มาก ทั้งวิธีการทางวิทยาศาสตร์มันก็มีประสิทธิภาพ
อยู่ระดับหนึ่ง เพียงแต่ผมขอเชิญชวนเพื่อนร่วมโลกโดยเฉพาะผู้รู้ก่อน
รีบหันกลับมาหา "วิปัสนาญาณ" อันเรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพสูง
อย่างน่าอัศจรรย์ เพื่อมาเสริมเติมเต็มให้กับทุกสาขาวิชา รวมทั้งเศรษฐศาสตร์
ที่กำลังกล่าวถึงนี้ด้วย โดยขอรับรองว่า โลกใบนี้จะได้เจอทางออกแบบง่ายดาย

เพื่อให้เห็นเด่นชัด ผมขอนำวิยาศาสตร์มาเปรียบเทียบกับวิปัสนาญาณ
อีกครั้งหนึ่ง โดยในที่นี้จะเปรียบเทียบกันดูในมิติทางเศรษฐศาสตร์
อันเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่อง "อาชีพ การดำรงเผ่าพันธ์ และคุณภาพชีวิต"
เพราะมนุษยชาติ ยังติดวิธีการทางวิทยาศาสตร์ คุ้นชิ้นอยู่แต่กับตักกะ
ดาต้า และคว้าเงา พอเอามาเป็นหลักในทางเศรษฐศาสตร์ คนส่วนใหญ่
ก็จึงติดนิสัยที่จะตั้งสมมติฐาน ในทางเศรษฐศาสตร์ก็คือความต้องการ
แบบโยนไปไว้ข้างหน้า แล้วให้หลักวิชาต่างๆ ไปตอบสนองหรือรับใช้
เพื่อให้ตัวเองไปถึงความต้องการนั้นๆ ให้จงได้ แบบนี้ก็เหนื่อยละสิครับ
ในระดับจุลภาคก็ต้องหน้ามืด แล้วก็หนีไม่พ้นที่จะยื้อแย่งเอาเปรียบกัน
ประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา หนักเข้าผู้คนก็เลยเห็นว่าการยื้อแย่ง
เป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ การฉกฉวยโอกาสและเอารัดเอาเปรียบลูกค้า
ก็เป็นเพียงชั้นเชิง ทางธุรกิจ การโกหกหลอกลวงก็เห็นเป็นแค่กุศโลบาย
ทางการค้า ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องผิดศีลธรรมทั้งนั้น และยากที่จะตามทัน
ซึ่งมันมีอยู่มากมายจนไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่าง เพราะต่างก็รู้ๆ กันอยู่
ในระดับมหัพภาคก็จึงตามัว หมดปัญญาที่จะรักษาเสถียรภาพเอาไว้ได้
เศรษฐกิจโลกก็จึงล้มแล้วล้มอีก ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง อย่างนี้เรื่อยมา
ส่วนวิปัสนาญาณ มีวิธีการที่เรียบง่าย ศึกษาตรงที่ปัจจุบันขณะ ซึ่งเป็น
ความจริงแท้ ไม่ใช่แค่เงา ไม่เมาดาต้า และไม่ต้องเหนื่อยล้าด้วยตักกะ

ถ้าเอาวิปัสนาญาณไปเสริมในทางเศรษฐศาสตร์ เอาแค่เสริมก่อนก็ได้
แม้ผมมั่นใจว่า เอาไปแทนวิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบเบ็ดเสร็จก็ยังไหว
แต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็คงยังไม่เชื่อ จึงขอแค่เสริมไปก่อน แม้เพียงแค่นี้
ก็จะทำให้ความรู้และพฤติกรรมทางเศรษฐศาตร์เปลี่ยนไป จากการเอา
ความต้องการหรืออุปสงค์เป็นตัวตั้ง แล้วให้หลักวิชาต่างๆ ตอบสนอง
หรือรับใช้กิเลสตัณหาของตัวเอง โดยผ่านทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม
หรืออุปทานแบบหน้าดำคร่ำเครียด เพราะต้องขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลา
มาเป็นจับเอา "ความเป็นจริง" ในทางเศรษฐศาสตร์ก็คือ "ความจำเป็น"
เช่น ปัจจัย ๔ ที่เอาแค่พอเพียง ไม่วิ่งไล่ตามความต้องการอันไม่รู้จักจบ

พอเศรษฐศาสตร์มีเป้าหมายแค่ "พอเพียง" ระดับจุลภาคก็คือแต่ละคน
ไม่อดอยาก มีอยู่มีกิน มีปัจจัยดำรงชีวิตโดยไม่ฝืดเคือง
ระดับจุลภาค ผู้คนหรือหน่วยธุรกิจก็จะไม่ยื้อแย่งกัน หันมาแบ่งปัน
แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ด้วยจิตใจใสสะอาดและไม่เห็นแก่ตัว สังคมก็สงบสุข
บุคคลก็ไม่เครียด และมีทางออก เพราะต่างก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน
ระดับมหัพภาคก็จะมีเสถียรภาพได้ง่าย เศรษฐกิจโลกก็จะมั่งคั่ง
และมั่นคงได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องล้มแล้วล้มอีก

ถ้ามนุษยชาติฉลาดจริง ก็จะต้องรู้อยู่ว่า "ทรัพยากรโลกยังมีอยู่เหลือเฟือ"
พอที่จะแจกจ่ายให้ทุกคนบนโลกมีอยู่มีกินมีปัจจัยดำรงชีวิต
พอเพียงไปได้อีกนานแสนนาน แต่มันย่อมไม่พอกับความต้องการ
แม้ของคนแค่คนเดียว จึงเห็นได้ชัดว่า ถ้าแจกจ่ายตามความจำเป็นจริงๆ
อีกแสนล้านปีก็ไม่หมด แต่ถ้าแจกจ่ายแบบสนองความต้องการให้กับคน
ทุกคนวันเดียว ก็ไม่พอแจก การยื้อแย่งจลาจลความรุนแรง
และสงครามก็จะตามมาภายในวันเดียวนั้น

เป็นอันว่า ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ทรัยากรไม่เพียงพอ แต่มันอยู่ที่ตัณหา
ความทะยานอยากของมนุษย์เองต่างหาก ที่ถมเท่าไรก็ไม่รู้จักเต็ม
หากมนุษยชาติฉลาดจริง ก็จะต้องมองเห็นอย่างนี้แล้วหันเข้ามาจัดการ
กับตัณหาของตนเอง ควบคุมความต้องการของตนเองให้อยู่ปริมาณ
ที่สมเหตุสมผลให้ได้ก่อน การผลิตของโลกก็จะได้พอเหมาะพอควร
ไม่ทำลายธรรมชาติ อย่างย่อยยับ ใช้ทรัพยกรแบบไม่บันยะบันยัง
คล้ายกับไม่คำนึงถึงอนุชนรุ่นหลัง อย่างนี้ นี่ก็จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ที่สำคัญมาก หากปล่อยไว้อย่างนี้โลกป่นปี้แน่นอน ความจริง
มันไม่มีอะไรซับซ้อน แต่มนุษยชาติคิดพลาดแบบหลงทางไปเอง
โดยสัญชาตญาณมนุษย์ต้องการอยู่รอดและอยู่อย่างมีความสุข
ซึ่งอย่างหลังนี่แหละที่มันวุ่นวาย เพราะมนุษย์หลงเอาความสุข
ไปผูกไว้กับกิเลสตัณหา หรือโยนเอาไปไว้ข้างหน้าความต้องการ
ทะยานอยาก แล้วต้องวิ่งไล่ตามมันไปอย่างไม่มีวันหยุดวันหย่อน
ทั้งๆ ที่ความสุขเป็นเรื่องของจิตที่อยู่ข้างในและสร้างเองได้
คือแค่ทำความเข้าใจนิดเดียวก็จะสามารถสร้างความสุขขึ้นมาได้เอง
โดยไม่ต้องไปวิ่งหา

เบื้องต้นมนุษย์ควรจะต้องรู้ก่อนว่า "ความสุขอันน่าสงสารของมนุษย์
ปุถุชนได้แก่ผลลัพธ์จากตัณหาลบด้วยความสามารถที่เติมให้"
เช่น ตัณหา ๑๐๐ เติมให้ได้ ๕๐ ก็เป็นสุข ๕๐ ที่เหลืออีก ๕๐ ก็เป็นทุกข์
ต่อเมื่อเติมให้เต็ม ๑๐๐ ก็จึงจะเป็นสุขเต็มร้อย แต่ก็อีกนั่นแหละ
แม้จะเป็นสุขเต็มร้อยได้บ้าง แต่สุขนั้นมันก็จืดจางเร็ว ก็เลยต้องวิ่ง
หาใหม่อีก ภายใต้กฎเกณฑ์ดังกล่าว และภายในสภาวะการณ์
แห่งความเป็นจริงที่มนุษยชาติ ยังไม่รู้จักวิธีการควบคุมตัณหา
ของตัวเองเลย มันจึงน่าเหนื่อยแค่ไหน ? เมื่อตัณหามันก็เพิ่มพูน
ตัวมันเองขึ้นไปไม่หยุด เคยได้ร้อยก็อยากได้พันหมื่นแสนล้านเรื่อยไป
แล้วมนุษย์จะวิ่ง ตามสนองมันไปอีกถึงไหน ? ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย
กันบ้างหรือไง ?

จริงๆ แล้วแม้ปุถุชนนี้ก็ยังมีวิธีทำให้ความสุขมีมากกว่าความทุกข์
ได้บ้าง ด้วยการลดปริมาณตัณหาลงให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ตนเอง
จะสามารถเติมให้ได้ใกล้เคียงที่สุด เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
ขอเปรียบระหว่าง "นายรวย" กับ "นายจน" ดังนี้

นายรวยมีตัณหาอยู่ ๑ ล้าน แต่เติมให้ได้แค่ ๑ แสน เท่ากับนายรวย
สุขเพียง ๑ แสน แต่ต้องทุกข์ถึง ๙ แสน หรือมีทุกข์มากกว่าสุขหลายเท่า
ส่วนนายจนมีตัณหาอยู่ ๑๐๐ และเติมให้ได้ตั้ง ๙๐ เท่ากับนายจน
สุขถึง ๙๐ โดยมีทุกข์เพียงแค่ ๑๐ หรือมีสุขมากกว่าทุกข์หลายเท่า

ทำให้นายรวยกลายเป็นคนน่าสงสารกว่านายจน
เพราะแม้มีเงินมาก แต่ก็เป็นทุกข์มากกว่า ซึ่งจะขอเรียกว่า
“คนรวยผู้ยากไร้”ประมาณว่ารวยเสียเปล่าๆ แต่หาความสุขแทบไม่ได้
หรือได้ก็น้อยกว่าทุกข์ อย่างไม่ชาญฉลาดเลย

สังคมโลกทุกวันนี้ที่ร่ำรวยด้วยไอทีไฮเทคโนโลยี
ผู้คนต่างก็เป็นเช่นนายรวยอยู่ใช่ไหม ? คนแต่ละคนกำลังวิ่งไล่
ตามความสุขที่ตัวเองเป็นคนโยนเอาไปไว้ข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา
และโลกทั้งใบก็กำลังหันหลังให้ดวงตะวันเวลาบ่ายแล้ว วิ่งไล่เงา
ของตัวเองไปในทิศตะวันออกอย่างไม่มีทางทันกันอยู่แบบนี้ใช่ไหม ?
แล้วยังจะมีอะไรให้ภูมิใจในความเป็นมนุษย์ผู้เฉลียวฉลาดของตัวเองเล่า ?

ถ้าเพียงแต่มีสติกันสักนิด อย่างน้อยๆ ก็ควรรู้จักลดตัณหาของตนเองลงบ้าง
ไม่ใช่เพื่อใคร ก็เพื่อตัวเองนั่นแหละ จะได้เหนื่อยน้อยลง มีความทุกข์น้อยลง
และมีความสุขมากขึ้น ซึ่งง่ายกว่าฉลาดกว่าวิธีก่อนเป็นไหนๆ

อันที่จริงถ้ามนุษยชาติหันกลับเข้ามาสนใจศึกษาเรียนรู้เรื่องจิตใจตนเอง
ให้ยิ่งกว่าการเที่ยววิ่งไล่ไปศึกษาเรียนรู้เรื่องที่อยู่นอกตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
โอกาสที่มนุษยชาติจะได้ภาคภูมิใจในความเฉลียวฉลาดของตนเองได้จริงๆ
ก็อยู่ใกล้แค่ขนตาหรือปลายจมูกนี่เอง
เรื่องจิตเป็นเรื่องสนุก เพราะมันวิจิตรพิศดาร แต่ก็เป็นเรื่องง่ายๆ
เพราะมันก็อยู่คู่มากับชีวิตร่างกายของเรานั่นเอง ถ้าเพียงแต่เราไม่ถูก
กิเลสตัณหาล่อให้วิ่งร่านออกไปข้างนอก จนไม่รู้ จักหยุด จิตมันก็จะเห็นจิต
ของมันเอง ซึ่งก็รวมไปถึงเห็นทุกข์เห็นสุขที่เกิดขึ้นกับมันด้วย
พอเห็นแล้วมันก็จะรู้จักเลือกโดยอัตโนมัติ ซึ่งมันก็ต้องเลือกเอาแต่สุขอยู่แล้ว
ส่วนทุกข์พอมันรู้เดียงสา มันก็จะไม่เอา ที่ทุกวันนี้จิตผู้คนหลงไปเอาทุกข์มา
ก็เพราะว่าจิตมันยังไร้เดียงสา ซึ่งการศึกษาในปัจจุบันก็ยังช่วยอะไรไม่ได้
เพราะมัวหลงทางกันไปศึกษากันแต่เรื่องนอกตัว

ผมเองก็เหมือนกันกว่าจะมารู้เรื่อง ตอนที่เริ่มฝึกหัดนั่งสมาธิใหม่ๆ
จิตมันก็นิ่งไม่ได้สักที ท่านอาจารย์กำราบผมว่า "เคยหัดถีบจักรยานไหม ?
เธอจะต้องล้มซ้ำแล้วซ้ำเล่ากี่ครั้งกว่าที่จะตั้งตัวได้ กว่าจะถีบจักรยานเป็น
เดี๋ยวนี้ถีบปล่อยมือก็ยังได้ใช่ไหม ?"
คำกำราบของพระอาจารย์นั้นทำให้ผมรู้ตัวว่า "เรื่องควบคุมจิต
มันก็เหมือนกับเรื่องการทรงตัวบนจักรยาน และการบังคับรถจักรยานนั่นเอง"
ซึ่งมันไม่มีทางจะไปให้ใครมาทำแทนเราได้ เราอยากถีบจักรยานเป็น
ก็จะต้องฝึกหัดเอาเอง ที่ก็เหมือนกับเรื่องการศึกษาที่เคยกล่าวมาแล้วนั่นเอง

นั่นคือสมัยที่ผมยังเด็กและเพิ่งเริ่มต้นการเรียนรู้เรื่องจิต พอมาถึงทุกวันนี้
มันกลายเป็นเรื่องอัตโนมัติไปหมดแล้ว และมันมีผลดีต่อชีวิตของผม
อย่างมหาศาล ตอนเล็กๆ ผมเป็นเด็กขี้โรคจนต้องกินนมแม่อีก
เป็นรอบที่สอง จึงเติบโตมาได้ โดยรอบสองเมื่ออายุ ๖ - ๗ ขวบแล้ว
เข้าโรงเรียนประถมแล้ว ผมยังจำเรื่องตนเองถูกเพื่อนล้อไม่เคยลืม
มีคนเคยถามว่า “นมแม่กลับมามีอีกได้อย่างไร ?” อันนี้ผมก็ขอฝากไว้
ให้แพทย์หรือผู้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นผู้หาคำตอบเอง ที่แน่ๆ ตอนนั้น
ผมจำความได้ชัดเจนแล้ว วันนี้แม่ของผมก็ยังมีชีวิตอยู่ ยืนยันเรื่องนี้ได้ดี

จริงๆ แล้วผมมีนิสัยซุกซน อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ พอมาบวชเป็นเณรถูกกฎเกณฑ์
บังคับไม่ให้กระโดดโลดเต้น ก็เลยหันมาเล่นกับลมหายใจตัวเองแทน
โดยสมัยนั้นก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เล่นมันสนุกๆ แบบกีฬาชนิดหนึ่งเท่านั้น
แต่แล้วการฝึกจิต การฝึกลมหายใจมันก็ปั้นชีวิตใหม่ให้ผมได้จนไม่เหลือร่องรอย
ของเด็กขี้โรคคนนั้นเลย ผมมารู้ว่ามีโรคภัยไข้เจ็บจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องใช้ยา
แค่ทำจิตให้นิ่ง ควบคุมหรือผ่อนลมหายใจให้ยาวๆ สม่ำเสมอ สักครึ่งชั่วโมงบ้าง
สักชั่วโมง หนึ่งบ้าง หรือหลังจากหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาใหม่บ้าง โรคภัยไข้เจ็บนั้นๆ
มันก็หายได้เอง แพทย์แผนปัจจุบันอันเร่งรีบเสียอีกที่ช่วยอะไรมักไม่ค่อยจะได้

เพราะความที่มันกลายเป็นเรื่องอัตโนมัติ มันก็จึงไม่ต้องอาศัยรูปแบบอีกต่อไป
เวลาจะทำสมาธิก็ไม่ต้องไปรอนั่งหลับตาอีกแล้ว แค่จิตมันบอกกับตัวมันเองว่า
"หยุด มันก็หยุด ไป มันก็ไป เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย หรือถอยหลัง มันก็ได้ทั้งนั้น"
ประสาอะไรกับเรื่องสุขเรื่องทุกข์ที่เป็นหญ้าปากคอกสำหรับมัน พอมันเห็นทุกข์
มันก็วางแล้ว ไม่มีทางที่มันจะจับหรือกอดรัดทุกข์นั้นไว้นานๆ พอมันเห็นสุข
มันก็จับเอาบ้าง แต่ก็ไม่มีทางที่มันจะมัวเมา เพราะมันรู้เท่าทันว่าไม่นานสุขนั้น
มันก็จะจืดจางไป มันก็จึงเป็นสุขได้ แต่ไม่รู้จักมัวเมาเลย

คุณลองคิดดูว่า "นี่คือคุณภาพชีวิตอันสูงสุดใช่ไหม ?" และที่น่าอัศจรรย์ที่สุด
คือมันไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน หรือไม่ต้องใช้ทรัพยากรใดๆ ให้สิ้นเปลืองเลย
ส่งผลให้เรื่องอาชีพก็จะเบาลงมาก เรื่องการดำรงเผ่าพันธุ์ก็จะรู้เท่าทันและเลือกได้

พอจิตรู้เดียงสา เท่าทันสภาวะแล้ว อะไรๆ ที่มาสัมผัสหรือเกิดขึ้นกับมัน
ก็จะเปลี่ยนไป เช่น ความอยาก ที่เคยแต่ "อยากได้ อยากสบาย" ก็เปลี่ยน
มาเป็น "อยากให้ อยากทำ" ทางภาษาพระท่านเรียกว่า เปลี่ยนจาก "ตัณหา"
มาเป็น "ฉันทะ" ซึ่งก็แปลว่า "อยาก" เหมือนกัน แต่ต่างกันแบบตรงกันข้าม

อยากได้ก็ย่อมทำให้ละโมบโลภมาก
และอยากสบายก็ย่อมทำให้ ขี้เกียจขี้คร้าน
สันดานปุถุชนมันเป็นแบบนี้ "อยากได้แต่ไม่อยากทำ"
มันก็ยุ่งละสิ ทีนี้ทำไง มันก็ต้องไปแย่งเอาของคนอื่น
หรือเอาเปรียบคนอื่น ประเภททำนาบนหลังคน
เพราะตัวเองไม่อยากทำ แต่ความอยากได้ไม่เคยลด
ศีลธรรมก็จึงหายไปหมด
ส่วนอยากให้ก็ย่อมทำให้รู้จักแบ่งปันเสียสละ
และอยากทำก็ย่อมทำให้เป็นคนขยันหมั่นเพียร

เห็นไหมว่า นี่ก็ตรงกันข้ามกัน ความละโมบโลภมากมันลดลง
แต่ความขยันหมั่นเพียรมันเพิ่มขึ้น ตัวเองต้องการน้อยลง
แต่ขยันหมั่นเพียรมาก ก็ย่อมหาได้มาก เมื่อต้องการน้อยแต่ได้มามาก
มันก็เลยมีแจกมีแบ่งปัน เรื่องเอารัดเอาเปรียบกันมันก็ไม่มี
ศีลธรรมก็กลับมา สังคมโลกก็จะร่มเย็นเป็นสุข

พึงตั้งข้อสังเกตว่า "แม้ความอยากได้น้อยลง
แต่ความอยากทำ กลับมีมากขึ้น" นั่นคือเครื่องยืนยันว่า
"โลกจะยังพัฒนาต่อไป ความเจริญรุ่งเรืองจะไม่ถดถอย"
ความก้าวหน้าทางวิทยาการไอทีไฮเทคโนโลยี
ก็จะยังแผ่ขยายต่อเนื่องต่อไป ไม่ต้องกลัวว่าสิ่งที่บรรพบรุษสะสมมา
พอลูกหลานหันมาสนใจ เรื่องฝึกจิตแล้วจะรักษาและพัฒนาต่อไปไม่ได้
ตรงกันข้ามมีแต่จะทำได้ดีขึ้น เร็วขึ้นและเป็นไปอย่างถูกทางเสียอีก

สรุปว่า "การฝึกจิตให้รู้ทันทุกข์สุข และสามารถเปลี่ยนตัณหามาเป็นฉันทะได้"
คือคุณภาพชีวิตที่แท้จริง ซึ่งจริงออกมาจากภายใน ต่อจากนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่า
คุณภาพชีวิตภายนอกจะไม่ดีตามไปด้วย เมื่อได้คุณภาพชีวิตที่ดีไว้ก่อนแล้ว
เรื่องของอาชีพและการดำรงเผ่าพันธุ์ มันก็จะดีพร้อมๆ กันไปเอง

ดังนั้นในข้อนี้แม้จะเรียงคุณภาพชีวิตไว้หลัง ก็เพราะเห็นว่า
"มันเข้าใจยากกว่า" เท่านั้นเอง แต่โดยความสำคัญแล้ว
มันสำคัญยิ่งกว่าอาชีพและการดำรงเผ่าพันธุ์แน่ๆ และนี่คือ
"โจทย์ใหญ่อีกข้อหนึ่งของมนุษยชาติ" ที่จะต้องรีบหาคำตอบให้ได้
ก่อนที่ตัวเองผู้ไร้เดียงสาทางจิตจะพากันหลงผิดลากจูงกันไปตายอย่างน่าอนาถ

ทางออกของโลกก็คือการทำให้อาชีพ การดำรงเผ่าพันธุ์ และคุณภาพชีวิต
ดำเนินไปอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับธรรมชาติ สร้างเสริมสังคมให้อุดมธรรม
และนำพาชีวิตของตนๆ ให้บรรลุถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
อาชีพของโลกใหม่ควรหันมาความสนใจกับภาคการเกษตร หรือแหล่งอาหาร
เป็นประการสำคัญ เพราะจะเป็นหลักประกันของการอยู่รอดของโลกได้แท้จริง
โดยลดละการใช้สารเคมี ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์อันสอดคล้องกับธรรมชาติ

ส่วนภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม (รวมถึงภาคบริการ) จะต้องคำนึงถึง
ความจำเป็นตามความเป็นจริงเป็นหลัก ไม่ใช่มุ่งสนองความต้องการอันฟุ้งเฟ้อ
ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายและจะนำไปสู่ความหายนะในที่สุด

ไม่จำเป็นต้องเลิกผลิต แค่หันมายึดหลัก "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"
ตามแนวพระราชดำริรัชกาลที่ ๙ แห่งประเทศไทยกันให้ทั่วทั้งโลก
เรื่องอาชีพ ของมนุษยชาติก็จะคลี่คลายไปได้เอง
ส่วนเรื่องการดำรงเผ่าพันธุ์ ที่แทบจะยังไม่ได้อภิปรายเลย
ก็มองข้ามไปไม่ได้ เพราะปรากฏว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
ทำให้มนุษยชาติผู้ลุ่มหลง ในความรู้ของตัวเอง "กำลังท้าทายพระผู้เป็นเจ้า"
ด้วยการ "สร้างชีวิตชนิดใหม่หรือต่อชีวิตตัวเองไว้" เช่น เรื่องการโคลนนิ่ง
อันสุ่มเสี่ยงต่อความวิบัติขาดสูญ หรือกลายพันธุ์ของสรรพชีวิตไปอย่างน่าตกใจ
ในมุมของผมซึ่งเคยได้ออกตัวไว้ก่อนแล้วว่า ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับใครอีก
เห็นว่าการเข้าไปก้าวก่ายธรรมชาติของนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้น มันก็ไม่ต่างอะไร
กับ “เด็กไร้เดียงสาพากันหลงเล่นไม้ขีดไฟ" ที่สุ่มเสี่ยงจะทำไฟไหม้บ้าน

แต่ทั้งนี้ผมก็ไม่ได้คัดค้านความก้าวหน้าทางวิทยาการ
ที่สมควรจะต้องมีต่อไป เพียงแต่คัดค้านการนำมาใช้อย่างไม่ระมัดระวัง
หรืออย่างสนองตัณหาตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายและมีผลในทางเสียหาย
ยิ่งกว่าการกลับไปอยู่กันอย่างล้าหลังเสียอีก

มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่ง ที่ผู้รู้ควรเข้าดูความเหมาะสมกันให้รอบคอบ
คือนับวันเรื่องเพศสัมพันธ์กับเรื่องการดำรงเผ่าพันธ์จะแยกจากกันออกไปทุกที
ทุกวันนี้ชายหญิงใช้เพศสัมพันธ์รับใช้เซ็กส์ของตนเองมากกว่าความต้องการ
ดำรงเผ่าพันธุ์อันเป็นความประสงค์ของธรรมชาติ และต่อไปการดำรงเผ่าพันธุ์
ก็อาจจะไม่ต้องอาศัยเพศสัมพันธุ์เลยก็ยังได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องยังไงๆ อยู่

ส่วนเรื่องคุณภาพชีวิตย่อมไม่มีหนทางไหนจะดีไปกว่าการหันกลับ
เข้าไปศึกษาพัฒนาจิตใจเป็นหลักก่อน แล้วจึงสร้างสรรค์สิ่งภายนอกให้มั่งคั่ง
ควบคู่กันไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และไม่ได้ขัดแย้งกันเลย

เรื่องนี้แม้จะเอามาอภิปรายไว้เป็นเรื่องเกือบสุดท้าย แต่ถ้ามองในแง่
ความเป็นความตายของมนุษยชาติแล้วก็เป็นเรื่องคอขาดบาดตายมากที่สุด

Loading...