ใยแมลงมุมกับมดโง่
๗. ใยแมลงมุงกับมดโง่
(ความหลากหลายและความเชื่อมโยงส่งผลถึงกัน)
เรื่องความหลากลายและความเชื่อมโยงส่งผลถึงกันนี้
แม้จะเป็นเรื่องที่ผมเลือกนำมาอภิปรายไว้ในตอนท้ายๆ
แต่ในแง่การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจชีวิตสังคมโลก
และสรรพธรรมชาติแล้ว นับได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ
และจำเป็นจะต้องรู้แจ้งเห็นจริงก่อนกว่าเรื่องอื่นๆ เสียอีก
เพราะถ้ายังเห็นเรื่องนี้ไม่ชัดเจน ก็จะยังไม่เข้าใจชีวิต
ยังเห็นผิด สังคมโลก และยังเห็นพลาดสรรพธรรมชาติเรื่อยไป
ไม่ว่าจะทฤษฎีไหนๆ ในสาขาวิชาการใดๆ ก็จะยังบกพร่อง
ไม่สอดคล้องต้องตามสรรพธรรมชาติ จนก่อให้เกิดปัญหา
หรือภาวะตีบตัน เหมือนมดโง่ที่ไม่เข้าใจใยแมลงมุมที่ตนหลง
ไต่เข้าไป ติดแล้วออกไม่ได้ ต้องตายกลายเป็นเหยื่อแมลงมุม
ก็จึงต้องจัดเรื่องนี้ไว้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของมนุษยชาติด้วย
ความจริงการค้นพบทางวิทยาศาสตร์เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
ได้เปิดเผยความจริงของสรรพสิ่งจนชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว
ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วไป ต่างก็ยอมรับตรงกันทั้งโลกว่า
สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันและกัน เชื่อมโยงส่งผลถึงกันและกัน
ไม่มีสสารหรือพลังงานใดดำรงตนอยู่ได้โดยเอกเทศสักสิ่งเดียว
ล้วนแต่เชื่อมโยงเป็นโครงข่าย
ทางฟิสิกส์จากเล็กที่สุดไล่ขึ้นไป ตั้งแต่อะตอมก็เป็นโครงข่าย
โปรตรอน นิวตรอน อิเล็กตรอน เรื่อยไปจนถึงเอกภพ
หรือสากลจักรวาลก็เป็นโครงข่าย ดวงดาว เทหวัตถุ สสาร
พลังงานอื่นๆ และอวกาศ ซึ่งล้วนแต่เชื่อมโยง ส่งผลถึงกัน
ในทางใดทางหนึ่ง หรือในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ทางเคมีและชีววิทยาก็เช่นเดียวกันไล่ขึ้นมาตั้งแต่ธาตุ โมเลกุล
ออร์แกเนลล์ เซลล์ ก็ล้วนแต่เป็นโครงข่ายเชื่อมโยงส่งผลถึงกัน
เรื่อยไปจนถึงสรีระของสัตว์ตัวหนึ่งๆ ก็เป็นโครงข่ายของอวัยวะต่างๆ
ที่ก็ล้วนแต่เชื่อมโยงส่งผลถึงกัน ตัวอย่างที่มีผู้อ้างเสมอๆ
คือก้อนเนื้อเยื่อสมองก็เป็นโครงข่ายคล้ายใยแมลงมุมของเซลล์
นับร้อยพันล้านเซลล์ (นับไม่ถ้วน) ซึ่งก็ล้วนแต่เชื่อมโยงส่งผล
ถึงกันและกันในทางใดทางทางหนึ่งหรือในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ยิ่งขึ้นไปสังคมโลกก็เป็นโครงข่ายของสรรพชีวิตที่อาศัยรวมกันอยู่
ซึ่งก็ล้วนแต่เชื่อมโยงส่งผลถึงกันและกันในทางใดทางทางหนึ่ง
ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่ง แบบนั้นเสมอไป
กล่าวได้ว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดในสากลจักรวาลที่ดำรงอยู่อย่างเอกเทศ
และนี่คือสากลลักษณะของสรรพสิ่งในสรรพธรรมชาติอันนี้ทั้งมวล
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั่วไปย่อมจะอภิปรายได้ชัดเจนกว่าผมอยู่แล้ว
ในทางประจักษ์ (วัตถุ) เช่นนี้ อันที่จริงผมจะไร้เดียงสาด้วยซ้ำไป
แต่ที่พออภิปรายได้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่เมาอัตตาก็คงไม่เชื่อ
นี่เป็นผลมาจาก "วิปัสนาญาณ" ไม่ใช่จากการอ่านหนังสือ
หรือการเข้าห้องทดลอง ความเข้าใจชัดในสรรพธรรมชาตินี้
เกิดจากการที่จิตของผมตามไปรู้สัจจะในขณะที่ตาเห็นรูป หูฟังเสียง
จมูกดมกลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสิ่งสัมผัส และจิตเสพอารมณ์
ซึ่งก็คือทุกสิ่งทุกอย่างในสากลจักรวาลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นเอง
ซึ่งโดยส่วนตัวผมเรียก “วิปัสนาญาณ” ว่า “จิตกีฬา” หรือการเล่นกีฬา
ทางจิต มันเป็นเกมที่สนุกสนานมาก ทำให้ผมติดเหมือนเด็กติดเกมนั่นเอง
ทางพระเรียกว่า "กรรมฐาน" พอจิตเป็นสมาธิ สติว่องไวทันทุกผัสสะ
คือทุกขณะที่ตาสัมผัสรูป หูสัมผัสเสียง จมูกสัมผัสกลิ่น ลิ้นสัมผัสรส
กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนหยาบ และใจสัมผัสอารมณ์ มันก็จะเห็นความจริง
อย่างแจ่มแจ้งชัดขึ้นๆ มาเอง ซึ่งผมเข้าใจว่า อาจจะเป็นสิ่งเดียวกัน
กับที่นักวิทยาศาสตร์ เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นต้นเห็นก็เป็นได้
เพียงแต่ผมไม่มีทฤษฎีใดๆ ที่จะนำมาอธิบาย นอกจากคำบาลีว่า
"อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, อิทัปจจยตา ปัจจยาการหรือปฏิจจสมุปบาท"
เป็นต้น ที่มาในพระบาลีหรือพระไตรปิฎกที่ผมได้ศึกษามา
เพราะถึงแม้จะเป็นคำที่คนส่วนใหญ่เข้าใจยาก แต่เมื่อจิตมารู้เห็น
ตามความเป็นจริงดังกล่าวแล้ว อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะชัดเจนเอง
เป็นอันสิ้นความสงสัยในสรรพสิ่ง และทำจิตให้ "ว่าง" ได้จริงยิ่งขึ้นๆ
คงจะเป็นสิ่งนี้นี่เองที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า "ปัญญา"
ในภาษิตที่ว่า "หลุดพ้นได้ ด้วยปัญญา"
เพราะเมื่อมาเห็นความเป็นจริงเช่นนี้แล้ว จิตก็คลายสลายอัตตา
ลงไปได้ ไม่เห็นมีตัว เพื่อจะเห็นแก่ตัวอีกต่อไป จะเห็นแก่ตัวอีกได้อย่างไร
ในเมื่อจิตมันเห็นตัวมันเองเป็นอนัตตา คือหาตัวตนมิได้ไปเสียแล้ว
ชีวิตที่เหลืออยู่ก็จึงแค่ "กองเบญจขันธ์" (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
หรือพูดแบบวิทยาศาสตร์ก็คือจิตมันเห็นตัวเองเป็นเพียงพลังงานที่เกิดดับๆ
เชื่อมโยงส่งผลถึงกัน แบบสัมพัทธ์กับสสารในสรรพสิ่งท่ามกลางสรรพธรรมชาติ
แค่นั้นเอง พอจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือสัมพัทธกันกับสรรพธรรมชาติแล้ว
เมื่อจะมองสิ่งใดก็จึงเข้าใจสิ่งนั้นได้ชัด โดยไม่ต้องใช้ตักกะอีกต่อไป
ตราบใดที่มนุษย์ลืมใช้วิปัสนาญาณ ก็จะหลงกระแสการปรุงแต่งจิต
คิดเป็นตัวกูของกูแยกส่วนออกมาจากสรรพธรรมชาติเอง ซ้ำเติมด้วยการมอง
สิ่งต่างๆ อย่างแยกส่วนเช่นนั้นอีก ทำให้แปลกแยกแตกตัวออกมาห่าง
ธรรมชาติเสีย เลยคิดนึกได้อย่างพร่ามัวและผิดพลาดง่าย กลายเป็นภาระ
ของตัวเองที่จะต้องใช้ตักกะคิดนึกตรึกเอาอย่างลำบาก หนักเข้าก็เลยไม่เชื่อว่า
"ยังมีวิธีง่ายๆ ที่จะเข้าถึงความรู้ได้ด้วยจิตว่างๆ นั่นเอง"
จิตว่าง ไม่ได้หมายความว่า ว่างจากจิต แต่หมายถึงจิตที่ว่างจากความวุ่น
หรือว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวกูของกูเท่านั้น
เพราะหลงความซับซ้อนที่จิตของตนนั่นเองสร้างขึ้น มนุษย์ชาติ
ก็จึงยังตกเป็นทาสของอวิชชามาตราบเท่าทุกวันนี้ ทั้งที่วิชชาก็อยู่ใกล้ๆ
แค่ปลายจมูก เหมือนตามองเห็นขนตาที่อยู่ชิดติดตัวได้พร่ามัวเต็มที
และตานั้นมันก็ไม่เคยมองเห็นตัวมันเองเลย ต่อเมื่อได้อาศัยกระจกส่องดู
ก็จึงเห็นเงาตัวเองบ้าง เหมือนมนุษยชาติที่หลงตัวเองว่าฉลาด ทั้งๆ ที่
แต่ละคนมีความรู้แค่น้อยนิด โดยเฉพาะเรื่อง "จิต" ของตนเอง
จิตที่หลงจิต หลงสภาวะ เกิดความยึดมั่นถือมั่นนี้
ท่านเรียกให้คู่กันกับจิตว่างว่า “จิตวุ่น” เพราะมันสับสนฟุ้งซ่าน
คุณคงจะสงสัยใช่ไหมว่า "ทำไมพระจึงนั่งวิปัสนาได้ตลอดทั้งคืน"
โดยไม่เปลี่ยนอริยาบทเลย คุณเชื่อหรือไม่ว่า.. บางทีพระรูปนั้น
ท่านอาจจะกำลังส่งจิตของท่านไปสัมพัทธ์กับความเร็วแสงจนทำให้เวลา
ของท่านหยุดนิ่งก็เป็นได้ นี่พูดแบบเอาใจคนคลั่งวิทยาศาสตร์
แต่ในทางวิปัสนาญาณไม่ได้ยุ่งยากขนาดนั้น เพียงจิตเห็นจิตเอง
ทันการเกิดแล้วดับๆๆ.. (ของจิตนั้น) ในทุกๆ ปัจจุบันขณะอยู่
ก็จะตัดโอกาสอวิชชาไม่ให้มาก่อเป็นอัตตาตัวตนขึ้นได้ เห็นหรือเป็น
แต่เพียงสภาวะ (พลังงานสัมพัทธ์กับสสาร) ที่เกิดแล้วดับๆๆ..ไปเท่านั้น
พออัตตาตัวตนเกิดไม่ได้ ก็จึงไม่มีใครที่จะมาเป็น "ตัวกู" ผู้รับเอา
ความเจ็บปวดจากการนั่งทั้งคืนนั้น หรือไม่มีใครที่จะมาเป็น "ตัวกู"
ผู้คอยนับเวลาว่า เมื่อไหร่จะถึงเช้าเสียที เมื่อจิตไม่รอ
ก็จึงทำให้เวลาตลอดทั้งคืนของท่านสั้นนิดเดียว คุณก็เคยไม่ใช่หรือ ?
ถ้ารอคอยแค่ครึ่งชั่วโมงก็นานโข ถ้าเพลิดเพลิน ทั้งคืนทั้งวันก็ผ่านไปเร็วมาก
มันก็แค่นี้เอง ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อน หรือเป็น อิทธิปาฏิหาริย์อะไร ?
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ "ขณะนั้นไม่มีพระรูปนั้น มีแต่สภาวะล้วนๆ"
คนที่อ่อนด้อยเรื่อง "อนัตตา" ก็จะยิ่งงงไปใหญ่ ก็พระรูปนั้นนั่งอยู่โทนโท่
จะบอกว่า "ไม่มี" ได้อย่างไร ? ก็นั่นแหละที่ผมเคยบอกว่า
"อนัตตา คือสภาวะ ที่ไม่มีอัตตาตัวตนในสิ่งที่มีอัตตาตัวตนอยู่นั่นเอง"
พูดเพลินไปก็ทำท่าจะเลยเถิดออกไปไกลอีกแล้ว
สรุปว่า นี่คือผลลัพธ์ของจิตที่เห็นจิตอันกำลังเชื่อมโยงเป็นโครงข่าย
ส่งผลถึงกันและกันอยู่ ท่ามกลางสรรพสิ่งในสรรพธรรมชาติหรือสากลจักรวาล
อันไร้ขอบเขต จึงไม่หลงแปลกแยกตัวเองออกมาจากสรรพธรรมชาติเลย
ถ้ามองให้ชัดๆ "อัตตา" ก็คือภาวะหลงผิดของจิตที่แปลกแยกตัวเอง
ออกมาจากสรรพธรรมชาตินั่นเอง เปรียบได้กับเมฆหมอกที่ก่อตัวขึ้นมา
บดบังท้องฟ้า แต่ไม่ช้าก็ต้องระเหยหายไปเอง ส่วน "อนัตตา" คือสภาวะ
เดิมแท้ อันเป็นหนึ่งเดียวกันกับสรรพธรรมชาตินั้น เปรียบได้กับความว่าง
กลางท้องฟ้า อันย่อมเป็นที่มาและเป็นที่กลับไปของสรรพสิ่ง เป็นความจริง
อันอมตะ เพราะเป็นเช่นนั้นเองมาแต่ต้นจนกัลปาวสาน อยู่เหนือกาลเวลา
ทั้งปวง เป็นภาวะอันคงที่ แต่รองรับสิ่งที่ไม่คงที่ได้ อย่างไม่มี ขีดจำกัด
สิ่งที่ไม่คงที่ก็คืออัตตา (สสารและพลังงาน) นั่นเอง
นี่ขนาดจะสรุปแล้ว ก็ยังยืดยาวอีกจนได้ หันกลับมาเข้าประเด็นเสียที
ถ้าถามว่า "พระท่านเอาชนะทุกข์และบรรลุสุขอันสูงสุดได้อย่างไร ?"
ก็พอจะอธิบายได้ว่า ก็เพราะจิตของท่านไปสัมพัทธ์อยู่กับธรรมชาติ
จนตัดโอกาสอวิชชาไม่ให้มาก่อเป็นอัตตาตัวตนขึ้นได้ดังเคยกล่าวแล้ว
ทำให้ทุกข์พอมาถึงจิตของท่านมันก็ดับไปทันที เพราะไม่มี "ตัวกู"
ให้เป็นที่อยู่อาศัย ทีนี้ผมอาจจะถูกคุณสวนกลับได้บ้างว่า ก็เมื่อไม่มี
"ตัวกู" เสียแล้ว พระท่านจะเอาอะไรไปบรรลุสุข ผมก็แทบจะถึงทางตัน
เหมือนกันแหละ แต่ไม่หรอก เพราะ "สุข" ที่ยังจะต้องอาศัย "ตัวกู"
เป็นที่อยู่พำนักนั้น มันยังไม่ใช่ "สุขอันสูงสุด" อยู่แล้ว เพราะทั้งตัวมัน
และตัวกู ต่างก็เป็นอนิจจังไม่ยั่งยืน จึงทำให้ยังแปรไปเป็นทุกข์ได้อีก
สุขที่อาจแปรไปเป็นทุกข์ได้ มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า "ไม่ใช่สุขอันสูงสุด"
ส่วน "สุขอันสูงสุด" ที่พระท่านบรรลุถึงนั้น หมายถึงสภาวะ "จิตว่าง"
(ดังกล่าวแล้ว) อันเป็นสภาวะที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต และยั่งยืนเหนือกาล
เวลาทั้งปวง เป็นความสะอาด สว่าง สงบ โปร่งเบา คล่องแคล่ว อิสระ ไร้พันธนาการ
อีกอย่างหนึ่ง ที่พระท่านเอาชนะทุกข์และบรรลุสุขอันสูงสุดได้จริงนั้น
ก็เพราะจิตของท่านไม่เข้าไปพัวพันหรือก้าวก่ายความเป็นธรรมดา
ของสรรพธรรมชาติ อีกต่อไป คือปล่อยวางให้สรรพธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงสังขาร
ร่างกายของท่านเอง เป็นไปตามที่มันจะเป็น ไม่ไปฉุดรั้ง ไม่ไปตั้งความหวังว่า
มันจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านจึงเหลือแต่การทำหน้าที่โดยไม่ยึดมั่นถือมั่น
ซึ่งทำได้ดีเยี่ยมกว่า พวกเราที่ยึดมั่นถือมั่นเป็นไหนๆ เพราะพวกเราต้องเสีย
พลังงานไปให้ "ความหนักใจ" ซึ่งท่านไม่มี ผลงานของพวกเราก็จึงออกมา "ห่วย"
ในขณะที่ผลงานของท่าน ผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วกลับออกมา "ดีเยี่ยม"
นี่คือ "ภาวะชนะทุกข์ ออกจากปัญหา สู่ภาวะสัมบูรณ์" ของปัจเจกชน
ซึ่งล้วนต้องอาศัยความเข้าใจในความหลากหลายและเชื่อมโยงส่งผลถึงกัน
ของสรรพธรรมชาติดังกล่าวมาแล้วเป็นกุญแจอันสำคัญทั้งสิ้น
ในระดับสังคม หรือมนุษยชาติก็เช่นกันจะออกไปจากภาวะตีบตันได้
ก็ต่อเมื่อชาวโลกหรือมนุษยชาติล้วนเข้าใจชัดเจนเช่นนี้อย่างทั่วถึงกัน
ความหลากหลายและความเชื่อมโยงส่งผลถึงกันแบบโครงข่ายนี้ มันน่าอัศจรรย์
ก็ตรงที่มันเป็นแบบนี้กันทั้งหมดตั้งแต่อะตอมไปจนถึงสากลจักรวาล และสรรพสิ่ง
ที่อยู่ระหว่างนั้นมันก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน เช่น การก่อกำเนิด สิ่งมีชีวิตขึ้นมา
บนโลกนี้ ก็เป็นไปอย่างหลากหลาย และจากผลการวิจัย ของนักชีววิทยา
ก็ชัดเจนแล้วว่า "มันต้องเป็นเช่นนี้" คือต่างจากนี้ไปไม่ได้ หากแปลกแยก
แตกพวกออกไปเป็นเชิงเดี่ยว ในไม่ช้าชีวิตชนิดนั้นก็จะต้องเป็นอันตราย
หรืออาจถึงกับสูญพันธุ์ได้ ทั้งไม่ใช่จะเป็นอันตรายหรือสูญพันธุ์ไปเฉพาะตนเท่านั้น
อาจจะลากเอาชีวิตชนิดอื่น ที่เชื่อมโยงกันอยู่ให้พลอยสูญพันธุ์ไปกับตนด้วยก็ได้
ก็จึงมีคำติดปากของนักชีววิทยาว่า "ความหลากหลายทางชีวภาพคือความยั่งยืน
แห่งระบบนิเวศ" กล่าวคือระบบนิเวศหรือโลกนั่นเอง จะยั่งยืนหรือคงความน่าอยู่
อาศัยต่อไปได้นานแสนนาน ก็ต่อเมื่อยังมีเผ่าพันธ์จุลชีพ พืช และสัตว์ ที่หลากหลาย
และอาศัยอยู่ปะปนกัน เพราะต่างก็เชื่อมโยงส่งผลถึงกันทั้งทางบวกและทางลบ
ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้แต่ละเผ่าพันธุ์
ดำรงอยู่ได้อย่างสมดุล (ทางลบก็กระตุ้นกันและทางบวกก็ส่งเสริมกัน)
ยิ่งไปกว่านั้นแม้ในมิติต่างๆ ของมนุษยชาติที่จะสามารถดำรงเผ่าพันธุ์
ของตนเองเอาไว้ได้ "ความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม" ก็เป็นสิ่ง
จำเป็นเช่นเดียวกัน ถึงขั้นกับกล่าวได้ทีเดียว่า ระบบนิเวศจะยั่งยืนอยู่ได้
ก็เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพ สังคมมนุษยชาติจะดำรงอยู่ได้
ก็เพราะมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม มนุษยชาติในศตวรรษใหม่
มีความจำเป็นจะต้องรู้แจ้งเห็นจริงอย่างรอบด้านประมาณนี้ แล้วไม่ประมาทขาดสติ
ทำพูดหลงทางไป ก็จึงจะสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองไว้ได้ และไม่เพียงเท่านั้น
ยังจะช่วยเกื้อหนุนให้เผ่าพันธุ์อื่นๆ ดำรงอยู่ได้ด้วย
แต่ในทางกลับกัน ถ้ามนุษยชาติยังเป็นเด็กโง่อวดฉลาด ขาดสติยั้งคิด
ทำพูดหลงทางไป ก็ย่อมส่งผลร้ายถึงนานาเผ่าพันธุ์อันเป็นเพื่อนร่วมโลก
กันก่อน และไม่ช้าก็ต้องย้อนกลับมาทำลายตัวเองให้ย่อยยับดับสูญไปในที่สุด
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ตอนนี้ก็กำลังเป็นเช่นนั้นอยู่ มันจึงน่าอดสูยิ่งนัก
เลยไม่ต้องถึงนอสตราดามุสผู้ยิ่งใหญ่ดอก นายตะวันกระจอกๆ ก็ทำนายได้
ถ้ายังหลงทางไปแบบนี้ อีกไม่ช้ามนุษยชาติก็จะเป็นผู้ล้างโลกเสียเอง
ทางออกที่จะต้องรีบกลับมาโดยเร่งด่วน ก็คือการศึกษาที่ถูกทาง
ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเกณฑ์คนทั้งโลกให้รู้แจ้งเหมือนพระสัพพัญญู
อันเป็นไปไม่ได้ และขัดแย้งกับความหลากหลายดังที่ได้กล่าวมา
ในชั้นนี้ต้องการแค่พอให้ถูกทาง จนทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่มีใจกว้าง
มองไกล ใฝ่สูงได้อย่างถ้วนหน้า ในระดับที่โลกนี้จะปลอดภัยได้
โดยรูปธรรมคือ สังคมจะต้องนิยมยกย่องกันและกัน เคารพนับถือ
ความต่างเชื้อชาติต่างศาสนา หรือต่างวัฒนธรรมกันได้อย่างสนิทใจ
ทั้งไม่หลงไปโลภอยากให้ผู้อื่นมาเป็นแบบตนหรือเป็นพวกของตน
เช่น ให้หันมานับถือศาสนาเดียวกันกับตนเป็นต้น
ธรรมะสอนได้เพราะเป็นสากล แต่แย่งศาสนิกต้องถือว่าเป็นบาป
แห่งศตวรรษใหม่ เพราะขัดแย้งกับหลักการแห่งความหลากหลาย
ดังกล่าวแล้ว แต่สิทธิส่วนบุคคลที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเอง
แม้แต่เรื่องการนับถือศาสนาย่อมเป็นสิ่งที่สมควรจะต้อง "มีได้"
ภายใต้หลักการที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ใด
เช่น ถ้าทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจ ผมก็เห็นว่า ลูกที่ดีควรต้องพิจารณาด้วย
และส่วนตัวผมเห็นว่า "ไม่จำเป็นอะไร" เพราะไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหน ?
ในทาง "จิต" ก็เป็นอิสระอยู่แล้ว เช่น ยังนับถือคริสต์แต่สนใจฝึกฝนจิต
ด้วยวิปัสนาแบบพุทธก็ย่อมได้ ผมไม่เห็นมีข้อจำกัดที่ตรงไหน
และใครจะเข้าไปห้ามใจของใครได้
นอกจากเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมแล้ว เรื่องเพศ เรื่องวัย
เรื่องชนชั้นวรรณะ เรื่องความสมบูรณ์หรือพิการทางร่างกาย เป็นต้น
มนุษย์ต้องยอมรับนับถือและเอื้อเฟื้อกันตามสถานภาพ..
เกษตรกรรมต้องเป็นแบบผสมผสาน ไม่ใช่แบบเชิงเดี่ยวที่มุ่งป้อน โรงงาน
เช่น ผืนนาสุดสายตา ไร่ข้าวโพดจดขอบฟ้า สวนยางพาราครอบขุนเขา
แบบที่ทำกันอยู่ จะต้องลดละเลิกกลับมาทำไร่นาสวนผสมมากขึ้นๆ..
อุตสาหกรรม ก็ต้องปรับตัวไปเป็นแบบกระจาย ไปตั้งในทุกพื้นที่ ไม่ใช่แบบ
กระจุกกันอยู่แต่ในเมืองใหญ่ๆ อันก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ อีกมากมาย..
พาณิชยกรรม ก็ต้องแบบเสรี ที่ท้ายซอยก็ขายได้ ไม่ใช่แบบผูกขาด
โดยซุปเปอร์มาเก็ตติดซุปเปอร์ไฮเวย์อย่างที่เห็นๆ ซึ่งเป็นโจรกรรมทางการค้า
ที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างน่าเศร้าสลด อันก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกัน
ทางการค้าและการโฆษณาชวนเชื่อเกินความจริงอันเป็นวจีทุจริตผิดศีลธรรม
เพราะหลอกลวงให้ผู้บริโภคหลงใหลในสินค้าของตน เป็นการปล้นในรูปแบบใหม่
นี่เป็นเพียงตัวอย่างอันน่าเศร้าใจ ที่จะปล่อยเอาไว้ไม่ได้โดยเด็ดขาด
จงมองโลกให้ชัดเจนเถิด เพราะความแปลกแยกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ อย่างนี้
ซึ่งมีมูลเหตุมาจากกิเลสตัณหา จึงก่อให้เกิดความพินาศป่นปี้ทั้งแก่ธรรมชาติ
(ระบบนิเวศ) ทั้งแก่สังคมมนุษย์ในทุกๆ ด้าน เช่น วิกฤตเศรษกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความวิปริตผิดศีลธรรมและความรุนแรงระหว่างกันในทุกระดับ
ความเสื่อมถอยทางวัฒนธรรม ความตกต่ำทางความคิด ปัญหาโรคจิต โรคติดต่อ
โรคระบาด.. ดาษดื่นไปหมด สวนทางกับความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ
ของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งฟ้องตัวเองอยู่แล้วว่า "เราหลงทาง" ขืนดื้อเดินต่อไป
ในลักษณาการอย่างนี้ จะต้องหายนะแน่ๆ
หากมนุษยชาติเห็นแก่ความอยู่รอดของโลกจะต้องรีบหันมาสนใจ
และจริงใจในการแก้ไขความผิดพลาดอันมีมายาวนานนับศตวรรษนี้ร่วมกัน
อย่างเข้มแข็ง โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม
ประมาณว่าทุกคนบนโลกจะต้องสงบศึกระหว่างกัน แล้วหันมา
ประกาศสงครามกับความไม่ถูกต้องของตนเองที่หลงทางมายาวนาน
นับศตวรรษ เพราะเราต่างก็ร่วมชะตากรรมบนโลกอันบูดเบี้ยวใบเดียวกันทั้งนั้นเลย
ซึ่งความร่วมแรงร่วมใจนี้จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อมนุษยชาติยอมรับร่วมกัน
อย่างจริงใจว่า "ชีวภาพต้องหลากหลาย วัฒนธรรมต้องมากมาย" แบบเชื่อมโยง
เป็นโครงข่าย โดยต่างก็ส่งเสริมและสร้างสรรค์สังคมโลก แต่ก็ไม่แทรกแซง
หรือก้าวก่ายกันและกัน แบบนี้เท่านั้นโลกจึงจะอยู่ได้ นี่ก็จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ซึ่งสำคัญที่สุดของมนุษยชาติแห่งศตวรรษใหม่
ปัจจุบันทันข่าวเรื่องราวรอบตัว
จากหลากหลายแหล่งข่าว เอามาแจกกันอ่าน โปรดใช้วิจารณญาณ
วิเคราะห์ข่าวสารด้วยสติปัญญาของแต่ละคนเอง โดยอิสระเสรีเถิด















