ต้นไม้กับด้วงเขลา
๖. ต้นไม้กับด้วงเขลา
(ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ชีวิตและการปรับตัว)
สรรพธรรมชาติหรือสากลจักรวาลเป็นอมตะนิรันดร
สรรพสิ่งและสรรพชีวิตเป็นอนิจจัง ทุกขัง ไม่ยั่งยืน
คนที่แท้ก็แค่สิ่งมีชีวิตชนิดหนี่งที่เพิ่งอุบัติมาในสากลจักรวาล
อันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต และมีอายุยืนยาวเป็นอนันตกาล
เพราะความกว้างใหญ่มันจึง บรรจุไว้ซึ่งอนันตสรรพสิ่ง
เพราะความไร้ขอบเขตมันจึงไม่มีพรมแดนหรือที่สิ้นสุด
และเพราะมีอายุยืนยาวเป็นอนันตกาลมันก็จึงหมุนไปนิรันดร
พ้นวิสัยที่สิ่งมีชีวิต ซึ่งมีอายุแสนสั้นใดๆ จะรู้หรือเข้าใจได้หมด
แม้แต่คนที่เรียกตนเองว่ามนุษย์ ก็เพิ่งค้นพบได้เพียงแค่เศษเสี้ยว
สรรพชีวิตชนิดอื่นๆ ต่างปรับตัวอยู่ไปอย่างเจียมตัวตามประสา
แต่ในสายตาของคนที่หลงตนว่าเป็นมนุษย์กลับมองพวกมันว่าโง่
และทนงตัวเองว่า เป็นผู้ฉลาดสามารถเอาชนะสรรพธรรมชาติได้
ก็จึงเข้าไปก้าวก่ายความเป็นธรรมดาของธรรมชาติเสียมากมาย
สุดท้ายก็ส่งผลร้ายแก่ตนเองกับทั้งสรรพชีวิตที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย
เหมือนด้วงเขลาที่เอาแต่แทะต้นไม้อันเป็นที่อยู่ที่กินของตน
ให้ค่อยๆ ยืนต้นตาย สุดท้ายก็หักโค่นลงมา อยู่ไม่ได้อีกต่อไป
เพราะเจ้าด้วงเขลาตัวเดียว ผู้ทำลายต้นไม้ ได้ก่อความเดือดร้อน
ให้นกและหนอนนานาชนิด ก็พลอยอาศัยต้นไม้นั้นไม่ได้อีก
หากเปรียบสรรพธรรมชาติเป็นต้นไม้ คนผู้หลงตนว่าชาญฉลาด
ก็เป็นได้แค่ด้วงเขลา สรรพพืชสรรพสัตว์ก็เหมือนนกและหนอนนั้น
สรรพธรรมชาติอย่างเดียวนี่เองถูกแยกส่วนออกไปศึกษามากมาย
คล้ายกับช้างตัวโตที่คนตาบอดหลายคนเลือกคลำเอาเท่าที่พบ
ทางฟิสิกส์ก็ศึกษาเรื่องสสารและพลังงานแม้จะแบบครอบจักรวาล
แต่ก็วนอยู่ในขอบเขตของ "อัตตา" เท่านั้น เหมือนคลำได้แค่ผิวช้าง
ทางเคมีก็ศึกษาแบบเล่นแร่แปรธาตุ ค้นหาความสามารถ
และความสัมพันธ์กันของสสารด้วยกันเอง ไปจนถึงความสัมพันธ์
กับพลังงานด้วย แต่ก็วนเวียนอยู่แค่นั้น เหมือนคลำถูกท้องช้าง
ทางชีวิวิทยาก็ศึกษาเรื่องสิ่งมีชีวิตแม้จะทุกแง่ทุกมุม แต่ก็แบบ
แยกส่วนกันศึกษา เช่น สรีรวิทยา เซลล์วิทยา พันธุกรรมศาสตร์
พฤติกรรมวิทยา นิเวศวิทยา ฯลฯ เหมือนคลำถูกสีข้างช้าง
นอกจากนี้ยังมีสาขาใหญ่และสาขาย่อยอีกมากมาย เช่น ธรณีวิทยา
ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ฯลฯ ก็เหมือนคลำถูกขา หู หาง ของช้างไป
ไม่มีใครจะรู้หรือเข้าใจสรรพธรรมชาติได้แจ้มแจ้ง เหมือนคนตาดี
ที่มองเห็นช้างทั้งตัว แบบพระสัพพัญญูผู้ตรัสรู้ด้วยวิปัสนาญาณ
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ผู้หลง "อัตตา" ไม่มีทางเชื่อ เพราะวิทยาศาสตร์
ยังเข้าไม่ถึงเรื่อง "อนัตตา" อันเป็นแก่นแท้ของสรรพธรรมชาติเลย
อนัตตา คือสภาวะที่ไม่มีตัวตนในสิ่งที่มีตัวตนอยู่นั่นเอง
คือความว่าง ในท่ามกลางความวุ่นหรือในความชุลมุนนั่นแหละ
คือความเป็นอมตะ ไม่แปร เปลี่ยน ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
ในสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง เปลี่ยนแปร เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่นั่นเอง
ความจริงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เช่น ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
ของ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" ก็เป็นคำอธิบาย "อนัตตา" อยู่แล้ว
แต่เพราะนัก วิทยาศาสตร์แทบทั้งหมด "เมาอัตตา" ก็จึงเข้าไม่ถึงเอง
หรือมีอยู่บ้างบางคน ที่จวนจะเข้าถึงอยู่แล้ว แต่ก็ไปติดอยู่ที่ "ด้าต้า"
กล่าวคือเป็นแค่ความเข้าใจ ในระดับตักกะหรือแค่ปรุงแต่งตามข้อมูล
อันเป็นความเคยชินของเขาเท่านั้น ผลลัพธ์ก็คือเขายังเมาอัตตาต่อไป
ต่างจากพระสัพพัญญูหรือพระอรหันต์ที่ท่านรู้แจ้งด้วยวิปัสนาญาณ
อันเป็นปรากฏการณ์ทางจิตของท่านเอง ไม่ใช่แค่ตักกะหรือด้าต้า
มันเป็นความปรากฏชัดถึงความเป็นเช่นนั้นเองของสรรพธรรมชาติ
ทำให้จิตของท่านกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสรรพธรรมชาติ
จึงสามารถเห็นความจริงแท้แห่งธรรมชาตินั้นได้โดยอัตโนมัติ
โดยไม่ต้องพึ่งบัญญัติใดๆ ทั้งสิ้น
หากจิตแยกส่วนอยู่ก็จะมองดูสิ่งต่างๆ อย่างปรุงแต่งตามด้าต้า
ถ้าจิตกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับสรรพธรรมชาติก็จะเห็นได้เอง
โดยไม่ต้องมอง คือเป็นความรู้แจ้งเห็นจริงในสรรพสิ่งเองโดยอัตโนมัติ
ผลลัพธ์ ก็คือ เห็นแจ้งชัด "อนัตตา" ในสรรพสิ่งที่มี "อัตตา" นั่นเอง
ปรากฏออกมาเป็นจิตบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสพันธนาการทั้งปวง
ไม่เห็นแก่ตัว ไม่กลัวลำบาก ไม่อยากฝ่ายต่ำ แต่อยากยิ่งฝ่ายสูง
ขยันขันแข็งแข่งกับเวลา ด้วยเมตตาไมตรี สร้างสรรค์สิ่งดีให้กับสังคม
นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมขอฝากไว้ให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
ได้โปรดรีบข้ามธรณีประตูเข้ามาดู "แก่นแท้" แบบนี้กันโดยด่วน
พูดง่ายๆ ก็คือผมชวนให้หันมาสนใจ "วิปัสนาญาณ" นั่นเอง
ซึ่งก็เป็นวิทยาศาสตร์แท้ เพียงแต่วิทยาศาสตร์แบบเดิมๆ ยังมาไม่ถึง
ถ้าเพียงวงการวิทยาศาสตร์ทุกสาขาต่างหันมาสนใจและฝึกฝน
ให้ได้จริงๆ สรรพวิทยาอันมหาศาลที่สั่งสมมากันเป็นเวลานาน
แต่ตีบตันอยู่นั้น ก็จะพบแสงสว่าง บรรลุทางออก แล้วนำพาโลกนี้
ไปในทางที่ถูกที่ควรได้โดยง่าย เพราะคนส่วนใหญ่ในโลกยุคนี้
เชื่อถือนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นผู้ฉลาดล้ำ
ถ้าถามว่า "วิปัสนาญาณ" กับ "กระบวนการทางวิทยาศาสตร์"
เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร ? ก็พอจะตอบได้ว่า "เหมือนกันก็มี
ต่างกันก็มี" เหมือนกันตรงที่มีความจริงเป็นจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน
แต่ก็ต่างกันตรงที่มีวิธีการเข้าถึงความจริงคนละแบบ
ซึ่งขอเริ่มต้นเปรียบเทียบจากวิทยาศาสตร์ก่อน เพราะเป็นสิ่ง
ที่ผู้คนในยุคนี้คุ้นชิน แล้วจึงจะนำวิปัสนาญาณมาเทียบเคียงต่อไป
วิทยาศาสตร์มีวิธีการเข้าถึงความจริงโดยการสังเกต ตั้งสมมติฐาน
รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ตัวแปร และการทดลอง แล้วจึงสรุปผล
เป็นทฤษฎี ซึ่งตลอดสายของกระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับ "อัตตา"
และ "ดาต้า" อย่างแยกกันไม่ออก ความจริงที่ได้จากวิทยาศาสตร์
ก็จึงยังติด "อัตตา" และก็ต้องพึ่งพา "ดาต้า" เป็นเครื่องมือเข้าถึง
และอธิบายถ่ายทอดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เลยหนีไม่พ้นตักกะ
หรือการตีความของนักวิทยาศาสตร์ปนอยู่ด้วยเสมอ เพราะเหตุนี้
ผมจึงได้วิพากษ์เอาไว้ว่า "แต่ก็มาติดอยู่ที่ดาต้า" นั่นเอง
ส่งผลให้แม้นักวิทยาศาสตร์จะเข้าใจความจริงแล้ว ก็ยังเมาอัตตาอยู่ดี
เช่น หากมีผู้โจมตีทฤษฎีของตน นักวิทยาศาสตร์คนนั้นก็อาจจะโกรธ
หรือเกลียดชังผู้โจมตีนั้น จนถึงขั้นเป็นศัตรูผู้จองล้างจองผลาญกันก็ได้
อีกอย่างหนึ่ง ก็อาจจะยังละโมบในผลประโยชน์จากทฤษฎีของตนด้วย
ส่วนวิปัสนาญาณมีวิธีการเข้าถึงความจริงอย่างเรียบง่าย คือแค่เห็นชัด
("วิปัสนา" แปลว่า "เห็นชัด") ใครเป็นผู้เห็น ? ตอบว่า "จิต",
เห็นอะไร ? ตอบว่า "เห็นปรากฏการณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ"
ได้แก่ "ตาเห็นรูป หูยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายต้องสิ่งสัมผัส
ใจเสพอารมณ์" ซึ่งรูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัส และอารมณ์ ก็คือทุกสิ่ง
ทุกอย่างหรือสรรพธรรมชาติ เช่นเดียวกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ค้นคว้านั่นเอง
วิธีการก็ง่ายมาก แค่ใช้จิตเห็นชัดสิ่งนั้นๆ ในขณะนั้นๆ อันมาปรากฏ
ขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยไม่มีใครไปเตรียมการไว้ก่อน และไม่มีใคร
กะเกณฑ์ให้เป็นไป (ไม่ต้องตั้งสมมติฐาน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์
ตัวแปร ทดลอง และสรุปผลเป็นทฤษฎี) เอาจากธรรมชาติแท้ๆ
ก็จึงเป็นการเห็นความจริงอันบริสุทธิ์ ตามธรรมชาติล้วนๆ เฉพาะหน้า
เมื่อมนุษย์ฝึกจิตของตนเองให้เห็นชัดแบบนี้เรื่อยไปอยู่ทุกเวลานาที
ทุกวี่ทุกวัน ต่อเนื่องไปหลายเดือนหลายปี หรือตลอดชีวิต จิตก็จะคุ้นชิน
กับการเห็นชัด ตามความเป็นจริงยิ่งขึ้น ๆ ในที่สุดจิตเองก็จะไปรวมเข้า
เป็นอันเดียวกันกับความจริงนั้น พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือจิตถอนตัวเอง
ออกไปจากอัตตา (อันเป็นความจริงที่ยังไม่แท้) แล้วรวมเข้าไป
เป็นอันเดียวกับสรรพสภาวธรรม (อันเป็นความจริงแท้)
กล่าวคือจิตที่ยังไม่มีวิปัสนาญาณนั้น ย่อมจะรู้สึกว่ามีตนหรือมีกูอยู่เสมอ
เช่น พอเห็นรูปก็รู้สึกว่า "กูเห็นรูป" (กูเป็นอัตตา และเห็นรูปว่าเป็นอัตตา
ไปด้วย) เป็นต้น ซึ่งความจริงในระดับนี้ยังไม่แท้ หรือยังเป็นเท็จ
เพราะยังมีกู (อัตตา) เข้าไปก้าวก่ายความจริงแท้อันบริสุทธิ์หรือที่จริง
ตามธรรมชาติล้วนๆ อยู่ ซึ่งส่งผลให้มีกูผู้ดีใจ กูผู้เสียใจ กูผู้เป็นสุข
กูผู้เป็นทุกข์ กูผู้เกิด กูผู้ตาย ไปตามเรื่อง
แม้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังติดอยู่ตรงนี้ ความจริงที่เขาเข้าถึงก็จึงยังเป็นเท็จ
ส่วนจิตที่มีวิปัสนาญาณแล้ว จะเห็นชัดแม้จิตเอง (จิตเห็นจิต) ด้วยว่า
ก็แค่สภาวะอันหนึ่งเห็นสภาวะอันหนึ่งเท่านั้น (ตาก็สภาวะ รูปก็สภาวะ)
นั่นแหละ คือชั้นแห่งความจริงที่ยิ่งกว่าอัตตา นอกเหนือสิ่งที่เป็นดาต้า
เป็นความจริงแท้ อันบริสุทธิ์ (ธรรมชาติล้วนๆ) ไม่ถูกเจือปนด้วยตักกะ
หรือการตีความอีกต่อไป แต่เพราะพ้นอัตตาและนอกเหนือดาต้านี่เอง
ก็จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถ จะนำมาอธิบายหรือถ่ายทอดให้กันฟังด้วยซ้ำไป
แม้ที่ผมพยายามอธิบายมานี้ก็เช่นกัน ยังแทนความจริงนั้นไม่ได้หรอก
ทางเดียวที่จะเข้าถึงได้คือต้องฝึกจิต ให้มีวิปัสนาญาณด้วยตนเองเท่านั้น
ข้อที่ยอดเยี่ยมแห่งวิปัสนาญาณ คือจะทำให้ผู้ที่เข้าถึงความจริงด้วยวิธีนี้
มีจิตเป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะถอนอัตตาออกเสียได้ ก็จึงไม่เห็นแก่ตัว
แม้ถูกโจมตีก็ไม่โกรธ คือละกิเลสได้นั่นเอง เพราะละตัวตนได้ก่อนแล้ว
ถ้าจะเปรียบเทียบโดยอุปมา ให้ดวงตะวันคือธรรมชาติ เงาคือ สมมติฐาน
แสงสว่างคือความเป็นจริง ส่วนคนก็คือคนผู้แสวงหาความรู้อยู่นั่นเอง
วิทยาศาสตร์เปรียบได้กับคนที่หันหลังให้ดวงตะวันยามบ่ายแล้ว
วิ่งไล่ตามเงาของตัวเองไปทางทิศตะวันออก ซึ่งไม่มีทางจะตามทัน
ฝ่ายวิปัสนาญาณเปรียบได้กับคนที่ยืนตรงอยู่ในยามตะวันเที่ยง
ไม่มีเงาให้ต้องวิ่งไล่ตาม มีแต่แสงสว่างอยู่รอบกาย แค่ใช้จิตสัมผัส
แสงสว่าง โดยไม่ต้องออกแรงวิ่งไล่ จะก็พบความจริงได้อย่างไม่ยุ่งยากเลย
อย่างไรก็ดี ทั้งกระบวนการทางวิทยาศาสร์ทั้งวิปัสนาญาณ ต่างก็เป็น
วิธีการศึกษาธรรมชาติที่ดีมีประสิทธิภาพตามแบบของตนๆ
หากนักวิทยาศาสตร์ หรือมนุษยชาติในศตวรรษใหม่นำมาใช้ร่วมกัน
ผมเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า "วิทยาการก็จะบรรลุถึงสัมบูรณภาพ"
ทีนี้ก็ขอวกกลับเข้ามาเรื่องที่ตั้งไว้ คือเรื่อง "ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
ชีวิตและการปรับตัว" อันเป็นประเด็นที่จะอภิปรายสำหรับตอนนี้
ผมเรียงธรรมชาติไว้ก่อน สิ่งแวดล้อมถัดมา เอาชีวิตและการปรับตัว
มาไว้ทีหลัง ก็เพื่อจะชี้ว่า ธรรมชาติสำคัญที่สุด สิ่งแวดล้อมสำคัญถัดมา
ส่วนชีวิตและการปรับตัวเป็นหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตเอง
ธรรมชาติได้แก่ทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นของมีมาแต่เดิม เช่น กาลเวลา
แรงโน้มถ่วง ดวงดาว ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ธาตุ ปรมาณู ฯลฯ
อันรวมลงในสสารและพลังงาน หรือรูปและนามทั้งสิ้น
สิ่งแวดล้อมได้แก่ระบบนิเวศซึ่งรวมเอาทั้งสรรพธรรมชาติที่มีมาแต่เดิม
และเทคโนโลยีทุกอย่างที่มนุษย์และสัตว์สร้างขึ้นมาในภายหลังไว้ด้วย
อันเป็นปัจจัยในการก่อกำเนิด ดำรงอยู่ และสูญสิ้นไปของสรรพชีวิต
ตลอดเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา มนุษย์ผู้ดุจด้วงเขลาได้เข้าไปก้าวก่าย
ทำลายระบบนิเวศของตนเองอย่างย่อยยับ กลายเป็นปัญหาใหญ่หลวง
ให้ต้องถกเถียงกันอยู่อย่างเคร่งเครียดในปัจจุบันนี้ เช่น ปัญหาภาวะ
โลกร้อน ปัญหาความแห้งแล้ง ปัญหามลพิษ ปัญหาขยะล้นโลก ฯลฯ
นั่นก็เพราะ ที่ผ่านมนุษยชาติได้ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงเกี่ยวกับ
การเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งทั้งปวง เนื่องจากเมาอัตตา เข้าไม่ถึง
อนัตตา ก็จึงพากันเห็นแก่ตัว เกิดความโลภ ละโมบในความสะดวกสบาย
กราะหายความสุขอันเกิดจากการบริโภค กันแบบนี้ทั้งโลกเลย
นับเป็นความโชคร้ายในความโชคดี กล่าวคือในขณะที่นักวิทยาศาสตร์
ค้นพบความจริงตามธรรมชาติจนสามารถประดิษฐ์คิดค้นและสร้างสรรค์
เทคโนโลยีอันทันสมัยและมีศักยภาพอย่างมหาศาลนั้น แทนที่มนุษยชาติ
จะคำนึงถึง สรรพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก่อนอื่น กลับมุ่งไปที่
ความสะดวกสบายสนองกิเลสตัณหาของตนเองกันไปหมด
นี่คือโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่หลวงของมนุษยชาติที่กำลังทำลายตัวเอง
เพราะความหลงผิดคิดว่าตนเองชาญฉลาดดังที่ผมสบประมาทมาแล้ว
เอาเถอะ..เมื่อล่วงเลยมาถึงขั้นนี้ "บ่นไป" ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ อีก
ตื่นเถิดมนุษย์เอ๋ย อย่ามัวเมาในกิเลสตัณหา อย่าลุ่มหลงความรู้อันมีอยู่
เพียงน้อยนิดต่อไปอีกเลย เงยหน้าขึ้นมาดูผลงานอันแสนห่วยที่ผ่านมา
แล้วรีบตั้งสติและระดมปัญญาทุกภาคส่วนที่มีอยู่ "กู้หน้าตัวเองไว้ให้ได้"
ด้วยการเลิกทำลายโลก เลิกก้าวก่ายสรรพธรรมชาติ อันเป็นระบบนิเวศ
ที่ตนเองและสรรพชีวิต จะต้องอิงอาศัยไปชั่วกัลปาวสานในทันทีนี้เถิด
แล้วหันมาใส่ใจในเรื่องการปรับตัวจากภายในของตนเอง แทนการวิ่งไล่
ไปก้าวก่ายธรรมชาติภายนอกตนจนก่อให้ เกิดวิกฤตการณ์ดังที่ผ่านมาเถิด
ถ้าถามว่า "ต้องหยุดการพัฒนาเลยเชียวหรือ ?" ผมก็ขอตอบว่า "ไม่ใช่"
ผมไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น ผมแค่หมายถึงหยุดการเข้าไปก้าวก่าย
หยุดทำลายธรรมชาติเท่านั้น ส่วนการพัฒนาใดๆ ที่ไม่ได้ก้าวก่าย ไม่ได้
ทำลายธรรมชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องหยุด และยิ่งการพัฒนาใดๆ ส่งผลให้เกิด
การฟื้นฟูธรรมชาติ หรือส่งเสริมธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ ก็ยิ่งต้องเร่งพัฒนา
มนุษยชาติที่ติดในความสะดวกสบายมานานแล้ว ก็ไม่ต้องตกใจ
ก็จงเพียรประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวก ตอบสนอง
ความรักสบายกันต่อไปได้ ไม่ต้องหยุดเลย เพียงแต่ต่อจากนี้ไป
ขอให้คิดหน้าคิดหลัง ให้รอบคอบเสียก่อน โดยเรียงเอาสรรพธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม หรือระบบ นิเวศมาไว้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดก่อนเสมอไป
เอาความสะดวกสบายของตนเองไปไว้ทีหลัง ด้วยความเข้าใจ ถูกต้องว่า
"ถึงมนุษยชาติจะสูญพันธุ์ไปสักกี่รอบ ธรรมชาติมันก็อยู่ของมันได้
แต่ถ้าธรรมชาติมีอันเป็นไป ยังไม่ต้องแหลกสลายหรอก แค่มันปั่นป่วน
ไปบ้าง มวลมนุษยชาติและสรรพชีวิตก็จะต้องพินาศไปก่อนมันอย่างแน่นอน"
ถ้ามองอย่างลึกซึ้ง สรรพธรรมชาติหรือสากลจักรวาลนั้นยิ่งใหญ่มโหฬาร
และมีกฎอันไม่มีสิ่งใดจะต้านทาน เป็นพลังอย่างมหาศาลและไร้ขอบเขต
ส่วนมนุษยชาติและสรรพชีวิตเป็นแค่ผงธุลีอันราวกับปรมาณูหนึ่งเท่านั้น
ไม่มีความสลักสำคัญอะไรในสรรพธรรมชาติเลย จึงไม่มีคำอะไรให้เอ่ยได้ว่า
"มนุษย์จะเป็นคู่ต่อสู้กับธรรมชาติ" ได้สักนิด ที่เราชอบพูดกันว่ามนุษย์
เป็นสัตว์ที่ไม่ยอมแพ้ และคิดค้นหาวิธี เอาชนะธรรมชาติให้จงได้
ซึ่ง ๒๐๐ - ๓๐๐ ปีที่ผ่านมาก็แบบนี้จริงๆ ผลลัพธ์ ก็อย่างที่เห็นๆ กันอยู่
ถ้าตั้งสติสักนิด คิดด้วยปัญญาสักหน่อย ก็จะรู้สึกตัวว่า มันไม่ต่างอะไรกับไร
ตัวน้อยที่ต้องการจะล้มช้างซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ แค่จะทำให้ช้างรู้สึกระคายผิว
ก็ยังยาก ฉันใดก็ฉันนั้น แม้คำที่เราใช้รณรงค์กันทุกวันว่า "เลิกทำลาย
ธรรมชาติเสียที" ก็เป็น แค่คำพูดแบบรวบรัด ให้เข้าใจกันง่าย แต่ที่แท้แล้ว
"มนุษยชาติไม่เคยสามารถจะไปทำให้สรรพธรรมชาติรู้สึกระคายผิวได้เลย"
เอกภพ (สากลจักรวาล) ดาราจักร จักรวาล (ระบบดาว) หรือแม้แต่
ดวงดาวดวงหนึ่ง (โลก) นี้ มันก็เป็นไปตามกฎของมันเองต่อไป ไม่เคยมา
แยแสหรือชายตาแล "การเต้นเร่าๆ ของมนุษยชาติ" สักนิดเลย
สิ่งเดียวที่มนุษยชาติพอจะทำลายได้ เท่าที่ผมเห็นก็มีเพียงแค่สิ่งแวดล้อม
หรือระบบนิเวศอันเป็นที่อยู่ที่กินของมนุษยชาติและสรรพชีวิตเองเท่านั้นเอง
ถ้าเมื่อ ๔๐๐ - ๕๐๐ ปีก่อน เรามียานอาวกาศสามารถออกไป นอกโลกได้
แล้วถ่ายภาพเก็บไว้ เพื่อเอามาเปรียบเทียบกับภาพถ่ายดาวโลกในปัจจุบัน
เราก็จะเห็นความต่างกันเพียงแค่ "เกิดรอยจุดกะดำกะด่างขึ้นมาบนโลก"
ซึ่งตัวดาวโลกเองก็ไม่เดือดร้อนอะไร ผู้จะเป็นจะตายก็คือมนุษย์นั่นแหละ
สรุปว่ามนุษย์ทำอะไรธรรมชาติไม่ได้ ทำได้แค่ทำลายตัวเองอยู่ฝ่ายเดียว
สิ่งที่จะต้องรณรงค์กันต่อก็จึงมีแค่ "เลิกทำลายตัวเองเสียที" เท่านี้เท่านั้น
ขอเพียงมนุษยชาติฉลาดจริง ลดความหยิ่งยโส กลับมาถ่อมเนื้อถ่อมตัว
เมื่อจะรู้จักสรรพธรรมชาติ "ก็จงรู้ให้เด็ดขาดจริงๆ" รู้จนมองเห็นสรรพสิ่ง
เป็น "อนัตตา" แม้ในสิ่งที่เป็นอัตตาอยู่นั่นเอง กล่าวคือการเข้าไปเห็น
ความเป็นไปตามธรรมดาของธรรมชาติ จนสามารถปล่อยวางทางจิตได้
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ "ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นไปตามธรรมชาติเอง"
ไม่เอาจิตของตนเข้าไปเมามัวพัวพัน ไม่ต้องอยากได้ มีได้แค่อยากให้
ทั้งยังทำงานทุกชนิดไปด้วยความขยันขันแข็งโดยจิตที่คิดอยากให้นั่นเอง
โลกนี้ก็จะเต็มไปด้วยผู้เสียสละละวาง แต่ก็ยังขยันหมั่นเพียร เป็นอย่างยิ่ง
ถ้าทำกันได้จริง ผลงานก็จะออกมาดี และไม่มีท้อแท้ แม้ต้องเจออุปสรรค
ยามได้ก็แค่ยินดี แต่ไม่มีความยึดมั่นเป็นของกู ก็จึงแบ่งปันผู้อื่นได้ด้วย
ยามเสียก็แค่สลด แต่ไม่มีความหดหู่เศร้าสร้อยเสียดาย ก็จึงไม่ทุรนทุราย
ชีวิตแบบนี้เท่านั้นจึงจะได้ชื่อว่า "รู้เด็ดขาดเกี่ยวกับสรรพธรรมชาติจริงๆ"
พอรู้เด็ดขาด ก็จะสามารถปรับตัวได้ในทุกกรณี และเมื่อคิดจะสร้างสรรค์
สิ่งใดๆ ก็จะไม่ละเลยความเป็นไปตามธรรมดาของสรรพธรรมชาติอีก
สิ่งที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาก็จึงกลมกลืนสอดคล้องกับธรรมชาติ เป็นผลดีจริง
ทั้งแก่ธรรมชาติเอง ทั้งแก่สิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศ และทั้งแก่สรรพชีวิต
นี่ก็เป็นทางออกเดียวที่มีและเป็นทางที่ดีที่สุดของมนุษยชาติในศตวรรษนี้
ปัจจุบันทันข่าวเรื่องราวรอบตัว
จากหลากหลายแหล่งข่าว เอามาแจกกันอ่าน โปรดใช้วิจารณญาณ
วิเคราะห์ข่าวสารด้วยสติปัญญาของแต่ละคนเอง โดยอิสระเสรีเถิด
ข่าวล่ามาแรง
ข่าวคุณภาพชีวิต
ข่าวเศรษฐกิจ
ข่าวการศึกษา
ข่าวการเมือง
ข่าวต่างประเทศ
- น้ำมันขยับเล็กน้อย-หุ้นมะกันปิดบวกหลังซิตี้กรุ๊ปเชื่อฟื้นตัวถาวร
- คุก1ปี ผัวมะกันหื่นแอบถ่ายคลิปเปลือยเมียตัวเองขณะอาบน้ำ
- ผวาม็อบแดง!ฮ่องกงเตือนภัยเยือนไทยขั้นสูง-สั่งยกเลิกแพกเก็จทัวร์ทั้งหมด
- มหาเศรษฐีรับตำแหน่งปธน.ชิลี-ปชช.คาดหวังช่วยฟื้นปท.หลังแผ่นดินไหว
- "เฉลียว กระทิงแดง" รวยสุดในไทย ติดอันดับ 208 ของโลก















