ชาวนาผู้แร้นแค้น
๕. ชาวนาผู้แร้นแค้น
(ความยุติธรรม หน้าที่ สิทธิ และเสรีภาพ)
ชาวนาคือคนปลูกข้าวให้ชาวโลกได้มีอาหารกิน
ซึ่งความที่น่าจะเป็นตัวชาวนาเองก็น่าจะมีกินอิ่มท้องก่อนคนอื่นๆ
แต่ในโลกของความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่าชาวนาคือคนที่ยากจนที่สุด
ถูกตีค่าในสังคมให้กลายเป็นคนต่ำต้อย และถูกเหยียดหยามยิ่งกว่าใคร
มันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ? ความยุติธรรมหายไปไหน ?
ความกตัญญูกตเวทีอันเป็นรากเหง้าของความดียังมีอยู่ในโลกไหม ?
คือคำถามที่ท้าทาย "ต่อมมโนธรรมสำนึก" แห่งมนุษยชาติในยุคนี้
คิดดูเถิด ถ้าใช้มโนธรรมสำนึกพิจารณาอย่างเที่ยงธรรม นอกจากครู
ก็ "ชาวนา" นี่แหละคือบุคคลที่ควรจะกล่าวได้ว่า "มีบุญคุณ" ต่อสังคมโลก
มากที่สุด มิใช่หรือ ? แล้วมันเกิดอะไรขึ้นบนโลกใบนี้ ครูจึงถูกลดคุณค่า
ชาวนาจึงถูกเหยียดหยาม ใครตอบคำถามนี้ได้บ้าง ?
สำหรับผมแล้วนี่คือตัวบ่งชี้ความมีอยู่หรือไม่มีอยู่
แห่งความยุติธรรม ซึ่งสำคัญที่สุดของมนุษยชาติเลยทีเดียว
ความยุติธรรมก็คือความถูกต้อง ความถูกต้องก็คือความไม่ผิด
ความไม่วิปริตไปจากความเป็นจริง ความที่ใครควรได้ได้
ใครที่ควรเสียเสีย โดยที่ไม่ลำเอียงเบี่ยงเบน
และไม่ใช่เฉพาะในหมู่มนุษย์เท่านั้น จะต้องเผื่อแผ่ไปถึงสรรพสัตว์
สรรพพืชและสรรพสิ่งในสากลจักรวาลด้วย ฟังดูมันอาจจะเหมือนกับว่า
ไปเพิ่มภาระให้กับคำว่า "ยุติธรรม" มากเกินไป แต่ในหลายกรณี
ก็มีความจำเป็น ขนาดนั้นจริงๆ เพราะสรรพสิ่งเชื่อมโยงส่งผลถึงกันเสมอ
และคนหรือมนุษย์ที่คิดว่าตัวเองฉลาดนี่แหละ ที่เป็นผู้บ่อนทำลาย
เข้าไปก้าวก่ายความเป็นไปตามธรรมดาอันยุติธรรมของมันมากที่สุด
หากมนุษยชาติฉลาดจริงก็ต้องรับภาระอันรอบด้านเอาไว้ได้หมดด้วย
เอาละ..ภาระเฉพาะหน้านี้คือทำอย่างไร ให้มนุษย์ยุติธรรมต่อกันก่อน
ให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวเลี้ยงชาวโลก ไม่ต้องกลายเป็นผู้ไม่มีข้าวกินเสียเอง
ให้ได้ก่อน แค่นี้ก็ยังพอมีหวังว่า "โลกนี้จะดีงามและน่าอยู่ขึ้นมา" บ้าง
ผมได้กล่าวมาตั้งแต่ตอนที่แล้วว่า "การจัดลำดับคุณค่า สถานภาพ
และค่านิยมของมนุษยชาติ เป็นไม้ตายในกิจการทั้งปวงก็ว่าได้
ในชุดนี้ก็เหมือนกัน "ความยุติธรรม หน้าที่ สิทธิ และเสรีภาพ"
เป็นสิ่งที่สัมพันธ์เชื่อมโยงส่งผลถึงกันทั้งทางบวกและทางลบเสมอ
ถ้าเรียงลำดับผิด "โลกก็วุ่นทันที" อ้าว..ลองดูก็ได้ ถ้าทุกคนบนโลกนี้
เรียกร้องเสรีภาพให้ตัวเอง เอาสิทธิของตัวเองเป็นใหญ่ ส่วนเรื่องหน้าที่
และความยุติธรรมเอาไปไว้ทีหลัง อะไรมันจะเกิดขึ้น
ทุกวันนี้มันก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วใช่ไหม สังเกตดูเถอะ ผู้คนส่วนใหญ่
เรียงสิทธิเสรีภาของตัวเองเอาไว้ก่อนความยุติธรรมและหน้าที่ทั้งนั้นเลย
โลกก็จึงเต็มไปด้วยคนเอาแต่ใจตัวเอง ทำอะไรก็เพื่อให้ตัวเองได้ก่อน
ซึ่งมันหลีกไม่พ้นที่จะไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น ที่ก็ย่อมไม่มีใครยอมใคร
เกิดเป็นปัญหาสังคมขึ้นมาอีก แล้วก็ไม่มีใครรับผิดชอบ หรือคิดเอามา
เป็นภาระหน้าที่ของตนที่จะต้องแก้ไข มีแต่จะโยนความรับผิดชอบ
ไปให้ผู้อื่น เหมือนกับคำล้อเลียนที่ว่า พอจะพูดถึง "คุณธรรม" ขึ้นมาบ้าง
คนส่วนใหญ่ก็กลับพูดว่า "คุณน่ะทำ หรือ คุณนั่นแหละทำ" ไปเสียนี่
ก็เลยไม่มีคำพูดให้เอ่ยถึงความยุติธรรมกันอีก เพราะอาการแบบที่ว่ามา
มันย่อมหาความยุติธรรมไม่ได้อยู่แล้ว หนักอยู่ศาล ที่ผู้แพ้ก็ไม่ยอมรับ
เพราะคิดว่า "ศาลก็ลำเอียงเข้าข้างผู้ชนะ" วุ่นละสิทีนี้ ไม่มีใครฟังใคร
สังคมก็จะอยู่กันแบบไม่มีขื่อไม่มีแป ทุกวันนี้แย่ถึงขั้นนี้แล้วหรือยัง ?
ถ้าเรียงลำดับถูก "โลกก็สงบทันทีได้เหมือนกัน" ถ้าทุกคนบนโลกนี้
คำนึงถึงความยุติธรรมเป็นสำคัญที่สุด แม้มีเงินทองมากองอยู่ตรงหน้า
แต่ละคนก็จะไม่รีบคว้า จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงว่าผู้คนจะยื้อแย่งกัน
เพราะทุกคนต่าง "หยุดคิดเสียก่อนว่า" เงินทองที่กองอยู่ตรงหน้านั้น
มันสมควรจะเป็นของใคร หรือแม้ควรจะเป็นของเราด้วย ก็ยังต้องคิด
ก่อนว่า "ส่วนของเราควรจะได้เท่าไหร่.. ที่จะไม่ไปก้ำเกินส่วนของคนอื่น"
คนทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็จึงมีสติ พอที่จะนำปัญญามาส่องเป็นแสงสว่างได้แล้ว
เกิดความรับผิดชอบร่วมกันว่า "พวกเรามีหน้าที่ที่จะต้องแบ่งปันกัน"
เรื่องของเหตุผลก็จึงเป็นสิ่งที่ถูกนำมาพูดก่อน เช่นว่า คนนี้ทำมามาก
ควรได้มาก คนนี้ทำมาน้อย ควรได้น้อย คนนี้ได้ทำบ้าง ควรได้บ้าง
คนนี้ไม่ได้ทำเลย ยังไม่ควรได้ หรือควรไปทำหน้าที่อย่างหนึ่งมาก่อน
ค่อยมารับส่วนแบ่งไป ทุกคนในที่ตรงนั้นต่างก็ยึดมั่นในความยุติธรรม
จึงทำให้ยอมรับได้ แม้ตนเองไม่ได้รับส่วนแบ่งเลย ก็ไม่รู้สึกเสียใจอะไร
มีแต่จะตระหนักรู้ในหน้าที่ ที่จะต้องทำต่อไป เพื่อจะได้มีสิทธิ์กับเขา
ในคราวหน้า ส่วนเรื่องเสรีภาพ ทุกคนล้วนมีจิตเป็นอิสระอยู่ภายในแล้ว
ก็จึงไม่คิดร้องเรียกหาเอาจากภายนอกให้สังคมวุ่นวายเพราะตัวเองอีก
ศาลหรือกระบวนการยุติธรรมก็เบา หรือแทบไม่มีความจำเป็นใดๆ เลย
สรุปว่า "ชาวนาในศตวรรษใหม่จะต้องได้รับความยุติธรรมก่อนใคร"
ถ้าสังคมโลกนี้มีความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด ชาวนาชาวไร่ก็จะต้อง
ได้รับค่าตอบแทน เช่นราคาพืชผลที่สูงกว่า สินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ
พอทำให้ชาวนาชาวไร่ได้เป็นเศรษฐี เป็นผู้มีฐานะมั่นคงและมั่งคั่ง
ที่สุดในสังคม อันจะทำให้ผู้คนนิยมอยากเป็นชาวนาชาวไร่มากขึ้น
หรืออีกด้านหนึ่งเพราะชาวนาชาวไร่เป็นสัญลักษณ์ของคน
ผู้สู้งานหนัก ผู้รักงานยาก ผู้คนก็จะพลอยมีค่านิยมสู้งานหนัก
รักงานยาก ชอบฝากฝีมือไปด้วย ประชากรโลกก็จะเปลี่ยนท่าที
จากที่เป็นผู้คอยบริโภคอย่างเดียว กลับมาเป็นผู้ผลิตผู้สร้างสรรค์
กันมากขึ้น โลกนี้ก็จะมีกินมีใช้กันพอเพียง
ที่สำคัญระบบเศรษฐกิจโลก ก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากแบบผูกขาดโดยผู้มีอำนาจเงินหรือทุนนิยมไม่กี่ราย
มาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่เป็นแบบกระจาย
ขยายโอกาสให้มนุษยชาติเข้าถึงสินค้าได้เท่าเทียมกัน
ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนจะแคบเข้า
ซึ่งจะทำให้ความแก่งแย่งแข่งขันและความขัดแย้งกันลดน้อยลง
ส่งผลให้บุคคลก็จะบังเกิดสันติสุข และสังคมก็จะมีสันติภาพได้จริง
แบบยั่งยืนถาวรไปตราบนานเท่านาน การที่โลกตะวันตก
โดยเฉพาะอเมริกาเมื่อ ๒๐๐ - ๓๐๐ ปีที่ผ่านมา ชูสิทธิเสรีภาพ
กันอย่างงมงายถึงกับมี "อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพอันยิ่งใหญ่"
ซึ่งผมก็ไม่ได้โจมตีอะไร ทั้งยังเห็นด้วยว่าสิทธิเสรีภาพ
ก็จำเป็นจะต้องมีอยู่ เพียงแต่ขอเสนอให้เรียงลำดับใหม่
อย่าเอามาชูไว้ข้างหน้าแบบที่ผ่านมา อย่างน้อยๆ ก็จะต้องยกเอา
ความยุติธรรมและหน้าที่มานำหน้าก่อน เพื่อกำกับให้การใช้
สิทธิเสรีภาพของมนุษย์ดำเนินไปอย่างมีเหตุมีผลด้วย
เพราะมิฉะนั้นแล้ว "สิทธิเสรีภาพอันเป็นของดีมีคุณค่าของมนุษยชาติ"
ก็จะกลายเป็นดาบสองคมที่วกกลับมาเชือดคอมนุษยชาติให้ขาดสะบั้นเอง
เรื่องการเอาความยุติธรรมนำหน้าที่และกำกับสิทธิเสรีภาพ
ให้มีเหตุมีผลนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของสังคมมนุษย์อีกอย่างหนึ่ง
ซึ่งผมขอฝากเอาไว้ด้วย เพราะเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า
"ถ้าไม่ทำแบบนี้" โลกทั้งใบ วอดวายแน่ๆ แต่ "ถ้าทำได้" โลกทั้งใบ
ก็รอดได้แน่เหมือนกัน แม้จะยังมีเรื่องภัยตามธรรมชาติอยู่
มนุษยชาติก็อาจจะมีปัญญาสู้ เพราะอย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องมาคอย
เสียเวลาแก้ปัญหาอันเกิดจากเนื้อร้ายภายในตัวมนุษยชาติเอง
จึงเหลือพลังมหาศาลไว้สำหรับการแก้ปัญหาอันเกิดจาก
ภัยตามธรรมชาติ ที่สามารถ จะแก้ไขได้ก็จะแก้ไขได้
สร้างวีรกรรมร่วมกันในนาม "ผู้พิทักษ์โลกเอาไว้ให้ลูกหลาน"
ถ้าแก้ไขไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยๆ ก็ยังจะกล่าวได้ว่า
"ไม่ใช่ผู้ทำลายโลกเอง" แม้ไม่อาจรักษาโลกใบนี้
ที่ไม่ใช่ของมนุษยชาติมาแต่เดิมเอาไว้ได้ก็ตามที แต่วีรกรรม
แห่งการร่วมกันพิทักษ์โลกก็จะถูกสากลจักรวาลบันทึกไว้นิรันดร
พูดเพลินไป "อาจจะไกลตัว" (จริงๆ แล้ว ไม่ไกลเลย)
และยาวไปแล้ว ขอจบเสียที สรุปว่า "ความยุติธรรม หน้าที่
สิทธิ และเสรีภาพ" จะต้องเรียงไว้อย่างนี้เท่านั้น สังคมโลก
จึงจะอยู่รอดปลอดภัย และน่าอยู่น่าอาศัยไป ชั่วลูกชั่วหลาน..
- ล็อกอิน เพื่อแสดงความคิดเห็น








