ฝาหม้อบนบาตรพระ
๔. ฝาหม้อบนบาตรพระ
(การจัดลำดับคุณค่า สถานภาพ และค่านิยม)
หม้อเป็นภาชนะใส่อาหารสำหรับชาวบ้าน
บาตรเป็นภาชนะใส่ภัตตาหารสำหรับพระเถรเณรชี
แม้จะใช้ใส่อาหารเหมือนกัน แต่ก็ต่างกันที่ผู้มีสิทธิ์ใช้
ถ้าชาวบ้านเอาบาตรพระมาใช้เสมือนหนึ่งเป็นหม้อ
ก็จะต้องถูกเพื่อนบ้านรุมประณามว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
และถ้าพระเอาหม้อของชาวบ้านมาถือเดินบิณฑบาต
ก็คงไม่มีใครใส่บาตรเพราะเข้าใจว่า "ท่านบ้าไปแล้ว"
ชาวพุทธทั่วไปย่อมถือว่าบาตรพระเป็นของสูง
เพราะเป็นหนึ่งในอัฐบริขารของใช้จำเป็น ๘ อย่าง
ที่พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ได้เคยใช้สอยมา
บาตรพระมีรูปทรงค่อนวงกลมคล้ายกะลามะพร้าว
และมีฝาที่ออกแบบมาให้เข้ากันได้สนิทกับรูปทรงนั้น
ส่วนหม้อก็มีรูปทรงต่างหากหลากหลายแบบไม่จำกัด
และมีฝาที่ออกแบบมาให้เข้ากันได้ดีกับรูปทรงนั้นๆ
เที่ยงวันหนึ่งผมแวะเข้าไปพักร้อนในวัดแห่งหนึ่ง
พระเณรเห็นเข้าเลยถามว่า "โยมทานข้าวมาหรือยัง ?"
ผมตอบไปตามตรงว่า "ยังขอรับ" ท่านบอกให้รอสักครู่
มีเณรน้อยหน้าตาน่าเอ็นดูรูปหนึ่งอุ้มบาตรมาวางให้
เพราะท่านต้องการจะวางจานและช้อนมาให้ผมได้ใช้
ก็จึงต้องเอาฝาหม้อหงายเทินมาบนบาตรใบนั้นด้วย
พอผมตักข้าวและหยิบถุงแกงจากบาตรมาใส่ไว้ในจาน
กลัวฝุ่นปลิวลงใส่ข้าวที่เหลืออยู่ในบาตรก็จึงเอาฝาปิด
เมื่อไม่มีฝาบาตรก็เลยต้องเอาฝาหม้อนั้นปิดแทนลงไป
พร้อมกับคิดขึ้นมาในใจว่า "ผิดฝาผิดตัวไปเสียแล้ว"
ผมเอาเรื่อง "ฝาหม้อบนบาตรพระ" มาฉายให้ดูก่อน
ก็เพื่อจะสะท้อนให้เห็นว่า "ไม่เข้ากันเอาเสียเลย”
ฝาหม้อวางเทินบนบาตรพระดูไม่เข้าท่าฉันใด
ชีวิตและสังคมคนที่อยู่ผิดที่ผิดทางก็ไม่เข้าท่าฉันนั้น
ชาวบ้านจนมอซอก็ไม่สง่า พระสงฆ์รวยโอ่อ่าก็ไม่งาม
ชาวบ้านอย่างผมอดไม่ได้ที่จะพูดจะเขียนธรรมะบ้าง
ก็มักถูกมองว่า "ขัดหูขัดตาไม่เข้ากับความเป็นชาวบ้าน"
พระสงฆ์หลายรูปต้องหาเงินสร้างวัดเองในหลากหลายวิธี
ก็มักถูกมองว่า "ขัดหูขัดตาไม่เข้ากับความเป็นพระสงฆ์"
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังต้องดูที่ความพอดีประกอบกันด้วย
ชาวบ้านที่รวยล้นฟ้าแถมใช้ชีวิตราวกับเทวดาก็ไม่น่าคบหา
พระสงฆ์ที่ปอนเกินไปจนสกปรกเหม็นสาบก็ไม่น่าเลื่อมใส
และที่สำคัญก็ควรจะต้องมองเข้าไปถึงจิตใจเป็นหลักเสมอ
คนมีนิสัยเย่อหยิ่ง ชอบเหยียดหยามผู้อื่น หรือเห็นแก่ตัว
เป็นคนรวยหรือเป็นคนจนก็น่าชิงชังรังเกียจพอๆ กัน
ส่วนคนมีเมตตาไมตรี โอบอ้อมอารี และไม่เห็นแก่ตัว
เป็นคนรวยก็น่าเคารพนับถือ เป็นคนจนก็ยิ่งน่าสรรเสริญ
ชาวบ้านพูดธรรมะ ถ้าแบบมือถือสากปากถือศีลก็น่าตำหนิ
แต่ถ้าตนเองก็ประพฤติปฏิบัติได้ตามควรก็น่าจะอนุโมทนา
เพราะในครั้งพุทธกาลก็มีชาวบ้านเป็นนักเทศน์อยู่หลายท่าน
พระสงฆ์หาเงินเอง โดยหลักการย่อมไม่สมควรอยู่แล้ว
แต่โดยสถานการณ์ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาประกอบด้วย
เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่พระและตระหนักรู้ในหน้าที่ของตน
ก็เมื่อประชาชนไม่มีคนอาสาเข้าไปทำหน้าที่นั้นแทนพระเลย
ท่านก็จึง จำเป็นต้องออกโรงมาทำเอง เพื่อให้ศาสนาอยู่ได้
ส่วนมีบางรูปล้ำเส้นมากเกินไป จนติดนิสัยแบบชาวบ้านจริงๆ
ก็ต้องว่ากันเป็นรูปๆ ไป และก็น่าใจหายที่นับวันจะมีมากขึ้นๆ
นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ ในระดับปัจเจกหรือแต่ละคนๆ
ซึ่งก็จากปัจเจกนี่แหละที่อาจรวมกันเข้ากลายเป็นค่านิยม
ของผู้คนทั้งสังคมขึ้นมาแล้วมีพลังมากพอจะลากโลกทั้งใบ
ให้ตกไปสู่วิบัติวอดวายหรือขึ้นไปสู่วิมุติหลุดพ้นก็ย่อมได้
ลองเปรียบเทียบแบบง่ายๆ ให้โลกนี้เป็นครอบครัวเล็กๆ
มีพ่อแม่ ลูกชายลูกหญิง ซึ่งถ้าทุกคนมีค่านิยมชอบเรียนรู้
สู้งานหนัก รักงานยาก มุ่งฝากฝีมือ และมีความเป็นธรรม
ครอบครัวนี้ก็จะมีแสงสว่าง มั่นคงมั่งคั่ง และอยู่เย็นเป็นสุข
แต่ถ้าตรงกันข้าม เกิดทุกคนมีค่านิยมปล่อยตามอารมณ์
ติดสุข เมาสบาย กินใช้ฟุ้งเฟ้อ และเอาเปรียบกันและกัน
ครอบครัวนี้ก็จะมืดบอด เอาตัวไม่รอด และอยู่ร้อนนอนทุกข์
แล้วลองมองดูเถิด โลกทุกวันนี้เป็นอย่างแรก หรือ อย่างหลัง ?
อีกตัวอย่างหนึ่ง อดีตกาลบางยุคก็บูชาพระศาสดามหาบุรุษ
ซึ่งแสดงว่าผู้คนในสังคมยุคนั้นให้คุณค่าแก่ชีวิต จิตวิญญาณ
ความบริสุทธิ์ สติปัญญา และความมีเมตตา ปรารถนาดีต่อกัน
อันย่อมจะส่งผลให้สังคมโลกในยุคนั้น มีแต่ความสุขสงบเย็น
บางยุคก็ยกย่องศิลปิน ซึ่งแสดงว่าผู้คนในสังคมยุคนั้นนิยมศิลปะ
สิ่งประณีตงดงาม อันย่อมจะส่งผลให้สังคมโลกในยุคนั้นร่ำรวย
ด้วยอารยะเป็นมรดกตกทอดไปสู่คนรุ่นหลัง
หรือบางยุคก็เห่อเหิมนักประดิษฐ์คิดค้น ซึ่งแสดงว่า
ผู้คนในสังคมยุคนั้นชอบเพ้อฝันกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
อันย่อมจะส่งผลให้สังคมโลก ในยุคนั้นเจริญก้าวหน้า
ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
บางยุคก็เชิดชูวีรบุรุษนักรบ ซึ่งแสดงว่าผู้คนในสังคมยุคนั้นหน้ามืด
จนจำเป็นต้องใช้ความก้าวร้าวรุนแรงเข้าห้ำหั่นกัน
อันย่อมจะส่งผลให้สังคมโลกในยุคนั้นมีแต่การรบราฆ่าฟัน
แต่กระนั้นก็ยังพอดำรงอยู่ได้ โดยอาศัยวีรบุรุษนักรบนั่นเอง
ดังตัวอย่างหลายยุคหลายสมัยที่สลับสับเปลี่ยนกันเรื่อยมา
แต่สังคมโลกปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักยกย่องเชิดชูใคร
ให้คุณค่าแต่กับ "ตนเอง" เห็นใครดีกว่าสูงกว่าก็ริษยา
เลยพลาดโอกาสที่จะได้ศึกษาหาความรู้จากผู้ที่ดีกว่าสูงกว่านั้น
เห็นใครเลวกว่าต่ำกว่า ก็เหยียดหยาม เลยพลาดโอกาสสร้างสม
ความเมตตาปรานีอันเป็นคุณภาพจิตที่ดีให้กับตนเอง
เพราะแต่ละคนเห็นตนเองสำคัญที่สุดก็จึงมีแต่คนเห็นแก่ตัว
จนก่อเกิดเป็นค่านิยมสามานย์ "มือใครยาวสาวได้สาวเอา"
ชนิดที่แทบจะไม่มีใครนับถือหรือไว้วางใจกันและกันได้จริง
เพราะต่างก็หวาดระแวงว่า ผู้อื่นจะมาแย่งเอาผลประโยชน์ไป
คิดดูเถอะ ลักษณาการอย่างนี้มันต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน
ช่างไม่สมกับที่เรียกตัวเองว่า "มนุษย์ผู้มีใจสูง" เอาเสียเลย
สังคมโลกทุกวันนี้ก็จึงมีแต่การยื้อแย่งแข่งขันกันตลอดเวลา
และนับวันก็ยิ่งจะเป็นแบบ "ไร้กติกา" กันมากขึ้นไปทุกที
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแต่ละคนบนโลกใบนี้กำลังตั้งคุณค่าสถานภาพ
และค่านิยมไว้ผิดลำดับ เช่น แทนที่จะเอาจิตใจไว้สำคัญที่สุดก่อน
ก็กลับพากันเอาเงินมาเป็นสรณะไปเสีย โลกก็จึงบกพร่อง
อย่างไม่รู้จักเต็ม และยื้อแย่งแข่งขันกันอย่างไม่รู้จักอาย
ถ้าเอาจิตไว้สำคัญก่อนก็จะทำให้สามารถตามความคิดก็ทัน
หยุดหรือเร่งความคิดก็ได้ สั่งเลี้ยวขวาเลี้ยวซ้ายก็ง่ายมากๆ
ทำให้จิตเกิดทุกข์ได้ยาก และเป็นสุขได้ง่าย โดยลำพังพลังจิตนั่นเอง
ต่อจากนั้นก็จะยังขยันหาทรัพย์หรือสร้างสรรค์สิ่งดีงามต่อไป
ต่างแต่ไม่ใช่เอามาบำเรอปรนเปรอตนเอง ซึ่งเต็มอิ่มอยู่แล้ว
ก็จึงเป็นไปเพือเสียสละให้กับสังคมหรือผู้อื่นที่ขาดแคลนได้
แต่พอพากันเข้าใจผิดคิดว่าต้องหาเงินให้ได้ก่อน คือเอาทรัพย์
หรือเงินไว้สำคัญก่อน เพราะเห็นว่ามีเงินก็ใช้ซื้อหาสิ่งบำเรอ
ปรนเปรอตัวเองได้ ก็จึงจะมีความสุข แต่ความสุขนั้นก็สั้นเต็มที
เพราะจิตบกพร่องอยู่เสมอนั่นเอง สิ่งบำเรอที่ได้มาแล้วสักพักก็เก่า
ให้ความสุขไม่ได้อีก จิตก็ไขว่คว้าหาของใหม่ เรื่อยไปอย่างไม่รู้จักจบ
คนที่วางจิตไว้ผิดลำดับอย่างนี้ก็จึงน่าสงสาร
เพราะจะเหมือนกับคนที่วิ่งไล่ตามความสุขที่ตัวเองจับโยนไป
ไว้ข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา แม้เหน็ดเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องวิ่งตามไป
คนทั้งโลกกำลังเป็นอย่างนี้หรือไม่ ? ก็ลองพิจารณากันดูเอง
เมื่อความสุขไม่ได้อยู่ที่จิตของแต่ละคน แต่กลับเอาไปฝากไว้
กับสิ่งบำเรอข้างนอก มันก็ต้องแย่งสิ่งสิ่งนั้นกันอย่างน่าหดหู่
ซึ่งไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน ที่โง่เขลาเบาปัญญาใช่ไหม ?
แล้วสังคมโลกจะดำรงอยู่อย่างไร ? ขอให้คิดใคร่ครวญดูเถิด
พูดแบบชัดๆ บ้าง ระหว่าง "คน" กับ "สังคม"
หรือ "ตัวเอง" กับ "ส่วนรวม" ซึ่งหากมนุษยชาติมีสติปัญญา
อย่างแท้จริง ย่อมจะต้องเรียงลำดับ "สังคมหรือส่วนรวม"
เอาไว้ก่อนเรื่องของ "คนหรือตนเอง" เสมอ
ซึ่งย่อมจะทำให้ ผู้คนส่วนใหญ่คิดกว้าง มองไกล
ใฝ่สูง เสียสละ และสามัคคี ในแบบสูงสุดก็จะถึงกับ
สละชีวิตของตนเองเพื่อความอยู่รอดของสังคมได้
แต่พอเรียงลำดับเอา "ตนเอง" มาก่อน ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่
กลายเป็น คนคิดแคบ มองใกล้ ใฝ่ต่ำ เห็นแก่ตัว และแตกแยก
ทั้งๆ ที่โลกทั้งใบ หมุนเข้าไปใกล้ความวิบัติเต็มทีก็ไม่รู้สึกตัว
ยังแก่งแย่งแข่งขันรบรากันอยู่ เหมือนฝูงไก่ในเข่งที่เขาจับเอาไป
รวมฆ่า กลับจิกตีกันเอง ทั้งที่อีกไม่ช้า ก็ต้องตายกันทั้งหมด
มันน่าเศร้าสลดแค่ไหน ? ที่มนุษยชาติผู้หลงตน ว่าชาญฉลาด
ก็กำลังตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับฝูงไก่ในเข่งนั้นเลย
อันที่จริงทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกนี้ล้วนต้องการความสุขสงบ
และดิ้นรนเพื่อให้พ้นจากความทุกข์สับสนด้วยกันทั้งนั้น
แต่ที่แทบทั้งหมดไม่ได้พบกับความสุขสงบแท้ และกลับ
ต้องจมอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์สับสนซ้ำซากอย่างน่าสงสาร
ก็เพราะ "อวิชชา" ที่บังตาอยู่ ทำให้ไม่รู้ว่า "อะไรเป็นอะไร"
"อะไรควรมาก่อนมาหลัง" หรือ "อะไรควรอยู่บนอยู่ล่าง"
ก็เลยทำให้เจ้าของชีวิตนั้นจับวางสิ่งต่างๆ อย่างระเกะระกะ
ผิดที่ผิดทางและสร้างปัญหา นำทุกข์สับสนมาให้ตัวเอง
เหมือนคนไม่มีทางเดิน ก้าวไปทางไหนก็ชนสิ่งของ
ที่ตนวางไว้เองอย่างไร้ระเบียบ
ถ้าเพียงแต่ลอกอวิชชาที่บังตาออกเสียได้ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
แล้วจับวางใหม่ให้ถูกที่ถูกทาง ก็จะเหลือที่ว่างไว้ให้เป็นทางเดิน
ที่กล่าวมานี้ผมก็ยังหมายถึงเรื่องทางจิตให้เป็นข้อสำคัญที่สุด
แต่ก็เข้ากันได้กับเรื่องทางกายหรือทางวัตถุภายนอกด้วย
หากย้อนกลับไปมองในอดีต เราถือกันว่า "ครูคือปูชนียบุคคล"
เพราะครูเป็นผู้สร้างคน เปรียบเหมือนเป็นพ่อแม่คนที่สอง
คำว่าสร้างคนในที่นี้ แต่เดิมมาก็เข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า
หมายถึงสร้างทั้งทางกาย วาจา ใจ และสติปัญญารอบด้าน
โดยเฉพาะการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมลงในวิถีชีวิตศิษย์
ไม่ใช่แค่เพียง "ยัดด้าต้า" หรือ "กรอกวิชาการ" อันผิวเผิน
อย่างที่กำลังทำกันอยู่ ซึ่งทำให้คำว่า "ครู" หายหรือตายไป
เหลือแค่ "คนรับจ้างสอน" ซึ่งด้อยคุณค่าและเฟ้อกันหมด
คนที่เรียกตัวเองว่าครูก็ลดคุณค่าของตัวเองลงอย่างน่าตกใจ
สังคมก็เริ่มไม่ให้ความสำคัญกับ "คุณค่าดั้งเดิมของครู" อีก
เห็นว่า "เท่าเทียม" กันไปหมด กลายเป็นเจดีย์ไม่มียอด
ไม่รู้จะสวยงามได้ตรงไหน และไม่มีความหวังเอาเสียเลย ?
ผมเคยเสนอว่า "ถ้าโลกต้องการรอดด้วยทุนที่น้อยที่สุด"
โลกทั้งโลกจะต้องหันมาให้ "คุณค่าแก่คำว่าครู" อย่างจริงจัง
โดยช่วยกันสร้างให้ครูกลับมาเป็นปูชนียบุคคลได้ดังเดิม
หรือทำให้ครูเป็นมนุษย์สมบูรณ์ให้ได้ก่อน เพื่อเป็นต้นแบบ
ของมนุษยชาติในศตวรรษใหม่อย่างได้ผลและง่ายที่สุด
ซึ่งจะทำอย่างนี้ได้ สังคมโลกจะต้องจับวางฐานะครูไว้สูงสุด
ทางเศรษฐกิจค่าตอบแทนครูจะต้องสูงที่สุด ทางสังคมครู
จะต้องได้รับความนิยมสูงสุด ทางการเมืองครูจะต้องได้รับ
ตำแหน่งที่เหมาะสมและมีมากพอจะชี้นำประเทศได้
การเชิดชูครูให้เป็นผู้สูงสุดในสังคมนอกจากจะเป็นการจัดวาง
คุณค่า สถานภาพ และค่านิยมไว้อย่างถูกต้องแล้ว ก็ยังจะช่วย
ให้สังคมอุดมปัญญา ยิ่งขึ้นไปอีก กลายเป็นสังคมนิยมปัญญา
อย่างที่โลกเองก็ปรารถนาอยู่แล้ว
เพราะเมื่อครูถูกเชิดชูกันจริงๆ ผู้คนก็จะยิ่งอยากเป็นครู
เมื่อคนอยากเป็นครูมาก สังคมก็จะมีตัวเลือกมาก
ประมาณว่า "ถ้าไม่เจ๋งจริงก็ไม่มีสิทธิจะได้เป็นครู"
ถ้าโลกได้คนเจ๋ง คือทั้งดีทั้งเก่งมาเป็นครู โลกก็รอดได้แล้ว
ส่วนอาชีพอื่นๆ ก็ไม่ต้องน้อยใจ
เพราะอันที่จริง คำว่า "ครูๆ" นี้ย่อมมีอยู่ในทุกวิชาชีพแล้ว
เช่น แพทย์หรือหมอ ก็ย่อมจะต้องมีอาจารย์แพทย์
หรืออาจารย์หมออยู่แล้วทั้งนั้น วิศวกร สถาปนิกและอื่นๆ
ก็เช่นเดียวกัน "คนดี ที่มีความรู้แจ้งทำได้จริงในสาขาวิชานั้นๆ
และถ่ายทอดให้ศิษย์ได้ เขาผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นครู"
ยิ่งกว่านั้น "ทุกคนที่เป็นพ่อแม่ที่แท้ก็เป็นครูคนแรกของลูกแล้ว"
ถ้ามองในมุมนี้ก็จึงแทบจะไม่มีใครพลาดโอกาสได้เป็นครูสักคน
อย่างน้อยๆ ก็เป็นครูของลูกตนเอง ส่วนว่า "ได้เป็นครูแบบไหน ?"
นั่นแหละคือคำตอบที่จะต้องหาให้ได้ และท้าทายผู้เป็นพ่อแม่นัก
การจัดลำดับหรือการหาที่วางสิ่งต่างๆ ให้ถูกที่ถูกทางนี้
แทบจะกล่าวได้ว่า "เป็นไม้ตาย" ในกิจการทั้งปวงก็ว่าได้
ถ้าจัดวางผิดก็วุ่นวาย ยุ่งยาก จัดวางถูกก็สะดวกสบาย ง่ายดาย
โลกทุกวันนี้ที่วุ่นวายก็เพราะคนส่วนใหญ่จัดวางจิตผิดลำดับ
คิดดูเถิด การเกิดมีปัญหาเป็นธรรมของโลกไม่ร้ายแรงอะไร
ถ้าแค่คนส่วนใหญ่เข้าใจถูกต้องแล้วจัดวางจิตวางชีวิตไว้ถูกที่
ทุกครั้งที่มีปัญหา ก็รีบเข้ามาจัดการดูแลตัวเองให้เรียบร้อยก่อน
เท่านี้ก็จะยุติปัญหาไปได้มากแล้ว
แต่เป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ทำอย่างนั้น
แต่กลับวิ่งพล่านไปไล่เบี้ยเอากับคนอื่น ซึ่งคนที่ถูกไล่เบี้ย
ก็แบบเดียวกัน คือไม่ชอบ จัดการดูแลตัวเอง
ก็จึงมักจะไม่ยอมรับผิด ไม่คิดแก้ไข พอถูกกล่าวหาก็จึงโกรธ
มันก็เลยต้องวุ่นวาย เรื่องง่ายๆ ไม่ร้ายแรงก็ลุกลามไปใหญ่โต
หรือกับชีวิตตนเอง พอเจ็บไข้ได้ป่วยหรือแก่ชรา
คนมีปัญญาก็ต้องรีบหันเข้ามาดูแลรักษาจิตใจตนเองให้ได้ก่อน
ที่เก่งที่สุดก็ถึงขนาด "ถึงกายจะเจ็บจะแก่แต่จิตใจก็ไม่เจ็บไม่แก่ไปด้วย”
ก็จึงสงบอยู่ได้ พอถึง คราวตายจริงๆ ก็แค่ดับไปเหมือนไฟมอด
ถ้ายังพอมีทางรอดมีทางหาย ก็ไปหายาหาหมอมารักษาชีวิตไว้
ตัวคนเจ็บคนแก่ก็ไม่ทุรนทุราย ลูกหลานคนดูแลพยาบาลก็ง่าย
ญาติมิตร ก็ไม่ลำบาก หมอก็มีสมาธิมาก พยาบาลก็มีอารมณ์ดี
แต่ถ้าคนเจ็บคนแก่ไม่รู้จักดูแลรักษาจิตตัวเอง ก็จะคิดฟุ้งซ่าน
เจ็บปวดนิดหน่อยก็จะกวนลูกหลาน หรือคิดแต่ว่า "เมื่อไรจะหาย"
ใครจะช่วยเราได้ๆ กระทั่งวิ่งพล่านไปให้หมอผีหลอกเอาทรัพย์
ถึงคราวตายจริงๆ ก็ทุรนทุราย ตายไปพร้อมกับจิตที่ร้อนรน
บางคนถึงกลับบ่นด่าลูกหลานคนรักษาพยาบาลด้วยคำหยาบคาย
ญาติมิตรก็แหนงหน่าย แพทย์พยาบาลก็พลอยไม่เต็มใจรักษา
ที่กล่าวมานี้เป็นแค่เพียงตัวอย่าง เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องไปหมด
แม้แต่เรื่องคนคนหนึ่งกำลังจะตัดสินใจซื้อสินค้าสักชิ้นหนึ่ง
เรื่องคุณค่า สถานภาพ และค่านิยมก็ย่อมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
ทั้งโดยที่เขาจะรู้สึกตัว หรือไม่รู้สึกตัวก็ตาม ถ้าเขาจัดวางไว้ได้ถูก
การตัดสินใจครั้งนั้นของเขา ก็จะเกิดผลดี แต่ถ้าเขาจัดวางไว้ผิดที่
บางทีการตัดสินใจของเขา ก็มีผลเสียหายกระทบไปทั้งโลกก็ยังได้
เรื่องนี้ก็จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่แอบซ่อนอยู่ในจิตใจของมนุษยชาติ
ที่จำเป็นจะต้องรีบไขมันออกมาทำความเข้าใจกันให้ทั่วถึงโดยเร็ว
ปัจจุบันทันข่าวเรื่องราวรอบตัว
จากหลากหลายแหล่งข่าว เอามาแจกกันอ่าน โปรดใช้วิจารณญาณ
วิเคราะห์ข่าวสารด้วยสติปัญญาของแต่ละคนเอง โดยอิสระเสรีเถิด
ข่าวล่ามาแรง
ข่าวคุณภาพชีวิต
- สปสช.เพิ่มสิทธิผู้ป่วยไตวายเข้าถึงยาเพิ่มเลือดตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้
- ไข้เลือดออกดุ ป่วยแล้ว 7 หมื่นราย พบเด็กต่ำกว่า 15 ปี ร้อยละ 60
- กทม.ตั้งเป้าปี 55 ลดคาร์บอนไดออกไซด์ 15 เปอร์เซ็นต์
- “มาร์ค” ดึงมหา'ลัยเป็นเจ้าภาพสร้างความปรองดอง-ลดความเหลื่อมล้ำ
- ใจสู้! รพ.กลางชี้หญิงอ้วนสุขภาพจิตดี เผย 1 สัปดาห์น้ำหนักลด 7 กก.














